<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ระพีเสวนา</title>
	<atom:link href="http://www.rapeesewana.com/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.rapeesewana.com</link>
	<description>เรียนรู้เพื่อความเป็นไท</description>
	<lastBuildDate>Wed, 10 Mar 2010 09:36:49 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ระพีเสาวนาครั้งที่ ๔/๗ &#8220;ศิลปะเพื่อการพัฒนาชีวิต&#8221;</title>
		<link>http://www.rapeesewana.com/?p=149</link>
		<comments>http://www.rapeesewana.com/?p=149#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Feb 2010 04:25:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ระพีเสวนา]]></category>
		<category><![CDATA[กิจกรรม.ระพีเสาวนา.ชีวิต.ศิลปะ.งาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rapeesewana.com/?p=149</guid>
		<description><![CDATA[
ขอเชิญ ร่วมงาน ระพีเสาวนาครั้งที่ ๔/๗ ในหัวข้อ &#8220;ศิลปะเพื่อการพัฒนาชีวิต&#8221;
ในวันศุกร์ที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
ณ โรงเรียนรุ่งอรุณ

ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่
สถาบันอาศรมศิลป์ ๐๒-๘๖๗-๐๙๐๔, ๐๒-๔๕๙-๓๒๒๖-๗
หมายเหตุ*กิจกรรมต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/02/โปรเตอร์ระพี-4.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-191" title="โปรเตอร์ระพี 4" src="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/02/โปรเตอร์ระพี-4.jpg" alt="" width="343" height="471" /></a></p>
<h2>ขอเชิญ ร่วมงาน ระพีเสาวนาครั้งที่ ๔/๗ ในหัวข้อ &#8220;ศิลปะเพื่อการพัฒนาชีวิต&#8221;</h2>
<h3>ในวันศุกร์ที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓</h3>
<h3>ณ โรงเรียนรุ่งอรุณ</h3>
<p><a href="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/02/ตารางกิจกรรมระพี-4.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-192" title="ตารางกิจกรรมระพี 4" src="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/02/ตารางกิจกรรมระพี-4.jpg" alt="" width="479" height="677" /></a></p>
<h4>ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่</h4>
<h4>สถาบันอาศรมศิลป์ ๐๒-๘๖๗-๐๙๐๔, ๐๒-๔๕๙-๓๒๒๖-๗</h4>
<h4><em>หมายเหตุ*กิจกรรมต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม</em></h4>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rapeesewana.com/?feed=rss2&amp;p=149</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ระพีเสวนาครั้งที่ ๔/๗ ขอเชิญร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และชมภาพถ่ายกิจกรรมศิลปะกับทีมชุมชนบ้านช่าง</title>
		<link>http://www.rapeesewana.com/?p=137</link>
		<comments>http://www.rapeesewana.com/?p=137#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Jan 2010 03:16:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ระพีเสวนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rapeesewana.com/?p=137</guid>
		<description><![CDATA[ระพีเสวนาครั้งที่ ๔/๗ “ศิลปะเพื่อการพัฒนาชีวิต”  
ขอเชิญร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และชมภาพถ่ายกิจกรรมศิลปะกับทีมชุมชนบ้านช่าง
ในวันศุกร์ที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๕.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. ณ เรือนรับอรุณ 
กิจกรรม “ผ้าห่มกาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h1>ระพีเสวนาครั้งที่ ๔/๗ “ศิลปะเพื่อการพัฒนาชีวิต”  </h1>
<h2>ขอเชิญร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และชมภาพถ่ายกิจกรรมศิลปะกับทีมชุมชนบ้านช่าง</h2>
<h3>ในวันศุกร์ที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๕.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. ณ เรือนรับอรุณ </h3>
<p><span style="text-decoration: underline;">กิจกรรม <strong>“ผ้าห่มกาย ผ้าห่มใจ”</strong></span></p>
<p><a href="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/clip_image01.jpg" rel="wp-prettyPhoto[g137]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-140" title="clip_image01" src="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/clip_image01-374x250.jpg" alt="ผ้าห่มกาย ผ้าห่มใจ" width="374" height="250" /></a></p>
<p>“ศิลปะสาธารณกุศลด้วยความร่วมมือร่วมใจสร้างสรรค์ความงามผ่านการมัดย้อมสีธรรมชาติและการแบ่งปันที่มากกว่าการสงเคราะห์ทั่วไป”</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">กิจกรรม<strong> </strong></span><strong><span style="text-decoration: underline;">“สานเจดีย์ไม้ไผ่”</span></strong><span style="text-decoration: underline;"> ณ วัดป่าอ้อร่มเย็น</span></p>
<p><a href="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/clip_image02.jpg" rel="wp-prettyPhoto[g137]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-141" title="clip_image02" src="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/clip_image02-374x250.jpg" alt="สานเจดีย์ไม้ไผ่" width="374" height="250" /></a></p>
<p>“ความร่วมมือร่วมใจกันของชาวบ้านในการสานองค์พระธาตุเจดีย์ไม้ไผ่    ลงรัก ปิดทอง สูง ๑๘ เมตร เป็นพุทธบูชา ครั้งแรกในประเทศไทย”</p>
<p>*** ขอแนะนำ WORKSHOP อื่นๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น<strong> </strong>๒๙ &#8211; ๓๑ ม.ค. ๕๓<strong> <span style="text-decoration: underline;">การภาวนาผ่านงานศิลปะที่หลากหลาย</span></strong> โดย อาจารย์โชคชัย ตักโพธิ์ / ๑๑, ๑๗ ก.พ.๕๓    <strong><span style="text-decoration: underline;">ลมหายใจ ดนตรี ชีวิต</span></strong> โดย อาจารย์ ดุษฎี พนมยงค์ / ๒๘ ม.ค. ๓, ๕, ๑๐ ก.พ. ๕๓ <strong><span style="text-decoration: underline;">ปฏิบัติการทำอาหารอย่างมีศาสตร์และศิลป์</span></strong></p>
<p>สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ๐๒ – ๘๗๐ – ๗๕๑๒ ต่อ ๑๕๘  เรือนศิลปะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rapeesewana.com/?feed=rss2&amp;p=137</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ครูกับชีวิต</title>
		<link>http://www.rapeesewana.com/?p=116</link>
		<comments>http://www.rapeesewana.com/?p=116#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 14 Jan 2010 16:20:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ระพี สาคริก</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rapeesewana.com/?p=116</guid>
		<description><![CDATA[
ช่วงหลัง ๆ ภายในแวดวงของการจัดการศึกษา  ฉันได้ยินคนบ่นกันว่า  “ไม่ค่อยมีใครสนใจที่จะเรียนครู” คำปรารภดังกล่าวเป็นเรื่องน่าคิด
 ความจริงแล้วอาจเป็นเพราะเหตุว่า “ วิญญาณความเป็นครูมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคน  หาใช่เอาคนซึ่งธรรมชาติมีกิเลสมาจัดการสอนกันได้ไม่”
 ดังนั้นเมื่อวิญญาณความเป็นครูอันเป็นธรรมชาติของแต่และคนมาตั้งแต่เกิดมาผ่านการจัดการ  แล้วชีวิตความเป็นครูมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร  นอกจากสิ่งที่มีอยู่แล้วจะถูกทำลายไปโดยมนุษย์เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตัวเอง
 แล้วเราจะบ่นว่าคนไม่สนใจเรียนครูได้อย่างไร  ในเมื่อความคิดซึ่งเป็นพื้นฐานดังกล่าวมันสวนทางกันกับความจริง    ซึ่งแท้จริงแล้วคนที่เข้าไปอยู่ในกระบวนการจัดการนั่นแหละ  ความจะหวนกลับมาพิจารณาตัวเองมากกว่า?
 วันที่ ๑๖ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/tt_scan0001_481.jpg" rel="wp-prettyPhoto[g116]"><img class="alignnone size-medium wp-image-117" title="tt_scan0001_48" src="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/tt_scan0001_481-344x250.jpg" alt="" width="344" height="250" /></a></p>
<p>ช่วงหลัง ๆ ภายในแวดวงของการจัดการศึกษา  ฉันได้ยินคนบ่นกันว่า  “ไม่ค่อยมีใครสนใจที่จะเรียนครู” คำปรารภดังกล่าวเป็นเรื่องน่าคิด<br />
 ความจริงแล้วอาจเป็นเพราะเหตุว่า “ วิญญาณความเป็นครูมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคน  หาใช่เอาคนซึ่งธรรมชาติมีกิเลสมาจัดการสอนกันได้ไม่”<br />
 ดังนั้นเมื่อวิญญาณความเป็นครูอันเป็นธรรมชาติของแต่และคนมาตั้งแต่เกิดมาผ่านการจัดการ  แล้วชีวิตความเป็นครูมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร  นอกจากสิ่งที่มีอยู่แล้วจะถูกทำลายไปโดยมนุษย์เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตัวเอง<br />
 แล้วเราจะบ่นว่าคนไม่สนใจเรียนครูได้อย่างไร  ในเมื่อความคิดซึ่งเป็นพื้นฐานดังกล่าวมันสวนทางกันกับความจริง    ซึ่งแท้จริงแล้วคนที่เข้าไปอยู่ในกระบวนการจัดการนั่นแหละ  ความจะหวนกลับมาพิจารณาตัวเองมากกว่า?<br />
 วันที่ ๑๖ มกราคมเป็นวันครู ทุกๆปีที่ผ่านมาก็มีวันนี้เป็นวันครบรอบซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้าจะถามว่า “ครูคือ ใคร?” ความหลากหลายของมนุษย์ก็คงจะได้คำตอบที่หลากหลายด้วยเช่นกัน<br />
 ไม่เพียงเท่านั้น การเรียนรู้จากความหลากหลายของคน ก็เป็นวิถีทางที่มุ่งไปสู่การรู้ธรรมชาติที่อยู่ในใจคนได้อย่างลึกซึ้ง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การรู้ธรรมะนั่นเอง<br />
 หลายครั้งหลายหนที่มีคนเข้ามาพบฉันแล้วปรารภว่า “ท่านอาจารย์ใจเย็นเพราะอยู่กับต้นไม้” หลังจากรับฟังแล้วก็ทำให้รู้สึก “หายใจไม่ทั่วท้อง” ทั้งนี้เนื่องจากเกิดความรู้สึกที่คิดอยู่ในใจตัวเองว่า เหตุใดคนส่วนใหญ่จึงมองเห็นได้แค่นั้น<br />
 เงื่อนไขดังกล่าวนี่แหละที่เป็นส่วนหนึ่งของแรงกระตุ้นทำให้ฉันหันมาสนใจค้นหาความจริงเกี่ยวกับการจัดการศึกษาที่เป็นมาแล้วในสังคมไทย แต่ฉันก็เป็นคนที่มีนิสัยทำอะไรทำจริงโดยไม่ยอมท้อถอยง่าย ๆ เพราะฉะนั้นยิ่งคิดถึงปัญหาที่แฝงอยู่ในวิถีการเรียนรู้ก็ยิ่งทำให้ความคิดหยั่งรากลงลึกยิ่งขึ้นทุกขณะ อย่างที่เรียกกันว่า “กัดไม่ยอมปล่อย”<br />
อนึ่ง ยังมีอีกหลายเรื่องที่คนส่วนใหญ่ในสังคมมักสะท้อนความคิดที่ไม่ลงไปถึงรากเหง้าของตัวเอง เมื่อไม่ลงไปถึงรากเหง้าก็คิดได้แต่เพียง “ปลายเหตุ” ยัง  ยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น เพราะมันเกิดคำถามติดตามมาอีกว่า “แล้วต้นเหตุละ มันอยู่ที่ไหน? ใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายของสังคมแบบนี้”<br />
 “ถ้าฉันจะถามทุกคนว่า ครูกับศิษย์นั้นมีอะไรที่อยู่ในกระแสการเชื่อมโยงถึงกัน?” เดี๋ยวก่อนเธออย่าเพิ่งตอบว่าครูกับศิษย์คือกระบวนการสอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เพราะถ้าความจริงมันเป็นอย่างนั้นแล้ว ครูก็จะยืนอยู่บนหัวศิษย์ลูกเดียว แถมหลังออกมาจากห้องเรียนแล้ว ยิ่งเป็นคนมีปริญญาสูง ๆ ก็ยังไม่วายทำตัวอยู่เหนือลูกศิษย์โดยคิดว่า ตนเป็นคนรู้ดีกว่าศิษย์อยู่เสมอ<br />
 หากฉันจะพูดว่าถ้าเธอคิดเช่นนั้นก็คงเป็นส่วนหนึ่งซึ่งทำลายผู้อื่นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สิ่งนี้แหละคือเหตุและผลที่ฉันได้รับทุนจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ให้ไปเรียนต่อเพื่อเอาปริญญาเอกในสหรัฐอเมริกาแล้วไม่ยอมไป<br />
กลยุทธ์ในการปฏิบัติตัวที่ฉันใช้อยู่ในขณะนั้นก็คือ ปล่อยให้เขามาสัมภาษณ์แล้วตัดสินใจให้ทุนแก่ฉันเสียก่อน หลังจากนั้นจึงปฏิเสธการรับทุน สิ่งนี้เองมันมีความหมายที่พิสูจน์ตัวเองถึงความจริงที่อยู่ในใจฉัน ซึ่งมันไม่ใช่เพียงแค่การพูดจากปากว่าไม่ต้องการไปเท่านั้น<br />
ฉันขออนุญาตนำเอาร้อยกรองที่ชี้ให้เห็นถึงสัจธรรมของสังคมซึ่งผู้มีคุณธรรมในอดีตได้ลิขิตเอาไว้ว่า<br />
  คนเห็นคนเป็นคน  นั่นแหละคน  <br />
  คนเห็นคนใช่คน   ใช่คนไม่<br />
  กำเนิดคนย่อมเป็นคน ทุกคนไป<br />
จะแตกต่างกันได้   แต่ชั่วดี<br />
ร้อยกกรองบทนี้หาใช่หมายถึงการตีเสมอระหว่างศิษย์กับครูไม่ แต่เป็นสัจธรรมซึ่งทุกคนไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ควรจะมีอยู่ในจิตใต้สำนึก ทั้งนี้เนื่องจาก “ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีทั้งด้านนอกและด้านใน” ด้านนอกเราก็คงต้องปฏิบัติตามประเพณีนิยมอันเป็นธรรมชาติของสังคม แต่สิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกก็ควรจะเน้นความสำคัญตามที่ร้อยกรองบทนี้ได้บันทึกเอาไว้<br />
สรุปแล้ว “ทั้งครูและศิษย์ควรจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างเป็นธรรมชาติ” ขณะนี้ฉันมีอายุย่างเข้า ๘๗ ปีแล้ว แต่เพราะการปฏิบัติตัวของฉันมันสอดคล้องกันกับร้อยกรองบทนี้ จึงทำให้บรรดาศิษย์และคนทั่วไปจำนวนไม่น้อยเรียกฉันว่า “คุณพ่อ” อย่างสนิทใจ<br />
แต่ฉันก็ต้องขออภัยที่นำเอาสิ่งนี้มาเขียนซึ่งอาจทำให้บางคนเข้าใจว่าเป็นการอวดตัว แต่จริง ๆ แล้วฉันมีเจตนาที่จะนำเอาสัจธรรมที่ได้ปฏิบัติมาแล้วมาเสนอให้ทุกคนพิจารณามากกว่า ส่วนภายในจิตใจฉันเองก็ยังนำมาปฏิบัติต่อทุกคน แม้แต่บรรดาศิษย์และเยาวชนคนทั่วไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันแม้ครูคนนี้ไม่ได้สอนลูกศิษย์ในห้องเรียนก็มีหลายคนเรียกฉันว่า “คุณปู่” ด้วยความเคารพรักและศรัทธรา<br />
ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้ในปัจจุบัน ฉันมีความพอใจที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างอิสระโดยไม่นึกถึงการมีตำแหน่งและอำนาจ หากมุ่งมั่นทำงานลงสู่พื้นดินอย่างมีความสุขเพื่อคืนประโยชน์สุขให้กับคนระดับล่างซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคม<br />
หวนกลับไปนึกถึงสิ่งซึ่งฉันเขียนไว้ในอดีตอีกเรื่องหนึ่งภายใต้หัวข้อชื่อว่า “ถ้าไม่รู้ว่าคนในชุมชนมีความแตกต่างกันก็ย่อมเข้าไม่ถึงความจริงที่ยอมรับได้ว่า คนเราเหมือนกัน” สิ่งนี้ควรจะได้จากการปฏิบัติซึ่งถือความจริงที่อยู่ในใจตนเองเป็นพื้นฐาน<br />
ระหว่างที่ฉันเป็นผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา มีบรรดาศิษย์ที่สนใจเรียนรู้เข้ามาขอพักอาศัยอยู่ในบ้าน บางครั้งทั้งหญิงชายกว่า๗-๘ คนก็มี ฉันเคยพูดว่า “ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบต่อเยาวชนคนรุ่นหลังจริง เขาเหล่านี้ควรจะเป็นครูของฉัน” เพราะเหตุใดหรือ ก็เพราะว่าสภาพดังกล่าวช่วยให้ฉันไม่ปฏิบัติในสิ่งที่ไม่สมควรจะทำโดยที่รู้อยู่เสมอว่า ถ้าฉันทำตัวเสียหาย ความเสียหายดังกล่าวมันจะไปถึงเขาด้วย นี่แหละที่ฉันไม่คิดค่าใช้จ่ายที่เป็นทรัพย์สินเงินทองและรูปวัตถุจากเยาวชนเหล่านั้น เนื่องจากฉันได้รับการสอนที่มีคุณค่าจากเขาเหล่านั้นเหนือกว่าทรัพย์สินเงินทองหรือรูปวัตถุใด ๆทั้งสิ้น<br />
ฉันนำเรื่องนี้มาคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ในที่สุดก็ตัดสินใจนำเอาสัจธรรมดังกล่าวมาพูดมาเขียนในที่ต่าง ๆ ว่า “ถ้าครูคนไหนยังไม่รู้สึกว่าลูกศิษย์เป็นครูตัวเอง วิญญาณความเป็นครูก็ยังไม่เกิด”เพราะฉะนั้นวันครูจึงไม่ควรจะถือว่าเพียงวันที่๑๖ มกราคม เท่านั้น<br />
ฉันได้เห็นหลายคนนั่งสมาธิโดยกำหนดลมหายใจเข้าออก แต่ถ้าจะถามว่าการกำหนดลมหายใจมันได้อะไรขึ้นมา คำตอบที่ค้นหาได้นั้น ถ้าเธอยังไม่ลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง สิ่งนั้นก็คือ “เธอควรปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งนำไปสู่วิถีทางที่สร้างสรรค์ทุกลมหายใจเข้าออกแม้แต่การคิดอยู่ในใจว่า ฉันจะปฏิบัติตัวให้เป็นครูที่ดี(ทุกลมหายใจ)”<br />
สิ่งนี้หรือมิใช่ที่สอนให้รู้ว่าไม่ว่าจะเป็นวันครูหรือวันอะไรก็แล้วแต่ทุกอย่างมันก็เหมือนกันหมด เพราะมันก็เกิดจากการปฏิบัติของตัวเองอย่างมุ่งมั่น<br />
ฉันนึกถึงเพลงพระราชนิพนธ์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ปรากฏอยู่ในเนื้อเพลง “ความฝันอันสูงสุด” ที่ว่า “จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด” ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือการปฏิบัติที่แน่วแน่อยู่กับทุกลมหายใจ<br />
ดังนั้นการฝึกสมาธิ ฝึกที่ไหนก็ได้และฝึกในขณะปฏิบัติอะไรก็ได้เช่นกัน โดยไม่ยึดติดอยู่แค่รูปแบบ ถ้าไปยึดติดอยู่กับมัน สิ่งที่นำมาแอบอ้างนา ๆ ประการมันก็จะตามมาอย่างปฏิเสธได้อยาก<br />
ฉันรำลึกถึงกระแสพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันในขณะที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อรับพระราชทาน “เหรียญดุษฏีมาลาเข็มศิลปวิทยา” ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดทางวิชาการ ในขณะที่ฉันมีอายุประมาณได้ ๔๕ปี พระองค์ท่านทรงประทับอยู่บนพระแท่น หลังจากพระราชทานแล้วก็ทรงพระดำเนินจากพระแท่นมาประทับยืนอยู่ตรงหน้า แล้วรับสั่งเพียงสั้นๆแต่มีความหมายอย่างลึกซึ้งว่า “ทำอะไรก็ได้ถ้ารักที่จะทำและทำให้ดีที่สุด”<br />
ครูของแผ่นดิน ที่รายการ คนค้นคน ได้เข้ามาหาและถ่ายทำเป็นรายการโทรทัศน์ สิ่งนี้เองควรจะหมายถึงวิญญาณความเป็นครูที่หยั่งรากลงสู่พื้นดินอันเป็นถิ่นเกิดของคนไทยอย่างลึกซึ้งให้เป็นแบบอย่างแก่ชนรุ่นหลัง<br />
นอกจากนั้น ฉันได้เขียนบทความเอาไว้อีกเรื่องหนึ่งภายใต้ชื่อว่า “มหาวิทยาลัยของแผ่นดิน” เรื่องนี้สอนอะไรแก่ผู้อ่านรวมทั้งตัวฉันเอง เพราะในขณะที่เขียนเรื่องใดก็ตามฉันมองเห็นโอกาสที่จะอ่านความจริงซึ่งอยู่ในใจตนเองเพื่อนำออกมาเขียน จึงมีบทความอีกเรื่องหนึ่งติดตามออกมาด้วย ชื่อบทความนั้นก็คือ “ตำราเล่มนี้มีวิญญาณ” ในขณะที่ฉันได้รับเชิญให้ไปปาฐกถาในที่ต่าง ๆ ฉันเคยพูดว่า “ผมพกเอาตำราเล่มใหญ่มาด้วย” ไม่เพียงเท่านั้นตนยังพูดต่อไปอีกว่า “ตำราเล่มนี้ผู้ที่สนใจปฏิบัติจากความจริงซึ่งอยู่ในใจเท่านั้นที่จะอ่านได้” ถ้าอยู่อย่างประมาทก็คงมองไม่เห็น<br />
เดี๋ยวก่อน ถ้าเธอคิดไม่ออกฉันก็จะบอกให้ว่า “ตำราเล่มนี้ คนที่มีตาทิพย์เท่านั้นถึงจะอ่านได้” ตาทิพย์ในที่นี้หมายถึงปัญญา เนื่องจากตำราดังกล่าวมันไม่ใช่วัตถุ เพราะฉะนั้นถ้าใครนำปฏิบัติจากความจริงที่อยู่ในใจตนเองมาโดยตลอด บุคคลผู้นั้นนั่นแหละที่จะเปิดตำราเล่มนี้ออกมาอ่านได้ไม่ยาก<br />
ทุกวันนี้ในสถาบันการศึกษาต่างๆ มักมีคนพูดกันว่า “สาขาครูมักไม่ค่อยมีคนสนใจเรียน” ก็แน่ละซิ เพราะคนส่วนใหญ่มีรากฐานจิตใจที่ไม่เข็มแข็งเพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถล้วงลึกถึงความจริงที่อยู่ในใจตนเองเพื่อนำออกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้องตามเป้าหมายที่พึงประสงค์<br />
แล้วเธอรู้ไหมว่ามันมีอะไรติดตามมาอย่างเป็นธรรมชาติทำให้สังคมไทยได้รับความเสียอย่างหนัก สิ่งนั้นก็คือ คอรัปชั่นซึ่งกำลังเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่ในขณะนี้ ทำให้บ้านเมืองเกิดความแปลกแยกกว้างขวางมากขึ้น วิญญาณความเป็นครูซึ่งธรรมชาติได้มอบมาให้แก่ชีวิตตัวเองมันก็สูญสลายไปด้วย นี่แหละสิ่งที่ฉันกล่าวมาแล้วทั้งหมดจากคำว่า “ครู” ตัวเดียวก็สานถึงเหตุและผลไปถึงได้ทุกเรื่อง</p>
<p>     ๑๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rapeesewana.com/?feed=rss2&amp;p=116</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การศึกษาเป็นสิ่งช่วยให้ชีวิตคนมีคุณภาพจริงหรือ ?</title>
		<link>http://www.rapeesewana.com/?p=79</link>
		<comments>http://www.rapeesewana.com/?p=79#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 Jan 2010 08:57:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ระพี สาคริก</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[คุณภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rapeesewana.com/?p=79</guid>
		<description><![CDATA[
เมื่อพูดถึงคำว่า “การศึกษา หลายคนก็มักจะนึกถึงภาพของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยรวมทั้งครูผู้สอน ความจริงแล้วคำว่าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยนั้น มันเป็นเครื่องมือสำหรับนำมาใช้ในการจัดการศึกษามากกว่า” ส่วนครูถ้าเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งและเป็นคนมีสติสัมปชัญญะทำให้เกิดปัญญาแตกฉาน ก็ย่อมรู้ว่า ครูก็คือชีวิตคนที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาให้เป็นคนสอนหนังสือในสถาบันการศึกษา
รวมความแล้วภายในระบบการจัดการศึกษานั้นถ้ารู้เท่าทันถึงความจริงก็ควรจะรู้ว่าโรงเรียนก็ดีมหาวิทยาลัยก็ดี ครูก็ดีล้วนเป็นเครื่องมือสำหรับจัดการศึกษา หรืออาจกล่าวว่าถ้าเป็นคนก็ควรจะถูกอุปโลกน์ขึ้นมาให้เป็นตัวละครในการแสดงละครเรื่องต่างๆ
ส่วนจะเป็นละครเรื่องอะไรก็ควรจะมีบทบาทหรือหลักสูตรที่ถูกคนผู้มีกิเลสเรียบเรียงเอาไว้ให้แสดงเป็นตัวละครในศาสตร์สาขาต่างๆ ดังจะเห็นได้ว่าแต่ก่อนนั้นเรื่องราวที่นำมาแสดงนั้น มันก็มีไม่เท่าไร
ฉันว่าตัวเองโชคดีที่เข้าไปนั่งอยู่ในกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของทบวงมหาวิทยาลัยทำให้รู้สึกได้ถึงความจริงว่าสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง มีแต่การขออนุมัติเปิดคณะวิชาใหม่ เปิดหลักสูตรใหม่ หรือเปิดสาขาวิชาใหม่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/free2010.jpg" rel="wp-prettyPhoto[g79]"><img class="size-medium wp-image-85 aligncenter" title="free2010" src="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/free2010-338x250.jpg" alt="" width="338" height="250" /></a></p>
<p>เมื่อพูดถึงคำว่า “การศึกษา หลายคนก็มักจะนึกถึงภาพของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยรวมทั้งครูผู้สอน ความจริงแล้วคำว่าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยนั้น มันเป็นเครื่องมือสำหรับนำมาใช้ในการจัดการศึกษามากกว่า” ส่วนครูถ้าเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งและเป็นคนมีสติสัมปชัญญะทำให้เกิดปัญญาแตกฉาน ก็ย่อมรู้ว่า ครูก็คือชีวิตคนที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาให้เป็นคนสอนหนังสือในสถาบันการศึกษา<br />
รวมความแล้วภายในระบบการจัดการศึกษานั้นถ้ารู้เท่าทันถึงความจริงก็ควรจะรู้ว่าโรงเรียนก็ดีมหาวิทยาลัยก็ดี ครูก็ดีล้วนเป็นเครื่องมือสำหรับจัดการศึกษา หรืออาจกล่าวว่าถ้าเป็นคนก็ควรจะถูกอุปโลกน์ขึ้นมาให้เป็นตัวละครในการแสดงละครเรื่องต่างๆ<br />
ส่วนจะเป็นละครเรื่องอะไรก็ควรจะมีบทบาทหรือหลักสูตรที่ถูกคนผู้มีกิเลสเรียบเรียงเอาไว้ให้แสดงเป็นตัวละครในศาสตร์สาขาต่างๆ ดังจะเห็นได้ว่าแต่ก่อนนั้นเรื่องราวที่นำมาแสดงนั้น มันก็มีไม่เท่าไร<br />
ฉันว่าตัวเองโชคดีที่เข้าไปนั่งอยู่ในกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของทบวงมหาวิทยาลัยทำให้รู้สึกได้ถึงความจริงว่าสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง มีแต่การขออนุมัติเปิดคณะวิชาใหม่ เปิดหลักสูตรใหม่ หรือเปิดสาขาวิชาใหม่ ซึ่งฉันรวบรวมสตินำเรื่องเหล่านี้มาพิจารณาแล้วเห็นว่ามันก็คล้ายกับการเขียนบทละครเรื่องใหม่นั่นแหละ<br />
การที่นำเอาชีวิตคนมาเป็นเครื่องมือในการจัดการเพื่อให้เป็นไปตามกิเลสที่มนุษย์ต้องการจะผลิต มันก็เหมือนกับการใช้คนเป็นเครื่องมือผลิตอาหารที่คนในสังคมต้องการจะบริโภค<br />
ดังนั้นถ้าฉันจะเขียนข้อความบนพื้นฐานสิ่งเหล่านี้ลงไปให้เธอทั้งหลายเข้าใจก็อาจกล่าวว่า<br />
การศึกษา ?<br />
ระวัง ! อย่าดูถูกคนที่ไม่ได้ผ่านการจัดการศึกษาว่าเขาไม่มีความรู้<br />
แท้จริงแล้วมีสัจธรรมอีกบทหนึ่งซึ่งชี้เอาไว้ว่า ความรู้ย่อมเรียนทันกันหมด จากสาเหตุดังกล่าวทำให้ฉันนำเรื่องที่ได้เขียนไว้แล้วในอดีต มากล่าวต่อไปอีกว่า<br />
คนที่ชีวิตผ่านการจัดการศึกษานั่นแหละถ้าขาดจิตวิญญาณที่เข้มแข็งจริง อาจเดินเข้าไปให้กิเลสของคนที่อยู่ในระบบการจัดการมันบริโภคจิตวิญญาณเป็นอาหารเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์<br />
ความจริงแล้วชีวิตมนุษย์ทุกคน ธรรมชาติได้มอบความรอบรู้มาให้ภายในจิตวิญญาณตนเองอย่างเสมอเหมือนกันหมด<br />
ดังนั้นกิเลสของมนุษย์ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าไปมีบทบาทอยู่ในการจัดการนั่นแหละน่าจะมีโอกาสถ่ายทอดเอาเงื่อนไขซึ่งคนผู้ที่เข้าไปจัดการนำเข้าไปผสมผสานอยู่ในวิถีการเปลี่ยนแปลงของชีวิตคนที่มุ่งไปสู่ “ความเจริญทางวัตถุ” ที่รวมเอากิเลสและอีโก้ของมนุษย์ซึ่งถูกอุปโลกน์ให้เข้ามาเป็นครูสอนหนังสือในสถาบันการศึกษาที่เป็นเพียง “สิ่งสมมติ”<br />
นี่แหละที่ควรถือเป็นสัจธรรมของสังคม ในเมื่อคนต้องการผลิตมนุษย์ออกมาให้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสนองความต้องการอย่างถึงเป้าหมาย<br />
สิ่งที่ฉันกล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้มันไม่ใช่เรื่องของคนคิดแบบบ้าบอคอแตก แต่มันเป็นเรื่องของคนที่รู้เท่าทันชีวิตมนุษย์ที่เกิดมาก่อน ซึ่งมีกิเลสหนามากยิ่งขึ้นทุกขณะ ถ้าคนในสังคมขาดการณ์รู้เท่าทันต่ออิทธิพลของผู้ที่เกิดมาก่อนซึ่งต้องการประโยชน์เพื่อตนเอง แม้จะอ้างว่าเพื่อสังคม แต่โดยสัจธรรมแล้วคนเหล่านี้เป็นธรรมชาติที่ไม่อาจห้ามจิตใจหรืออาจกล่าวว่า “ไม่อาจสร้างอิทธิพลเหนือกิเลสของตัวเองได้”<br />
ดังนั้นการศึกษาทางเลือกก็คือ การให้โอกาสชีวิตคนในสังคมได้มีโอกาสพัฒนาตนเองเพื่อให้มีรากฐานจิตใจที่เข้มแข็ง แม้จะตกเข้าไปอยู่ในอิทธิพลของกิเลสเพื่อนมนุษย์ภายในระบบการจัดการก็ตาม แต่คนเหล่านี้ก็ควรจะยืนอยู่ได้อย่างสง่างามโดยไม่ตกเป็นทาสเงื่อนไขของกระแสการจัดการแต่ควรจะมีความเข้มแข็งในการต่อสู้กับกระแสดังกล่าวเพื่อให้สิ่งซึ่งธรรมชาติได้มอบมาให้สามารถดำรงอยู่ได้รวมทั้งมีโอกาสที่จะเจริญเติบโตขึ้นมาจากพื้นฐานดังกล่าวได้อย่างอิสระ อันเป็นสิ่งนำมาซึ่งความภูมิใจของตนเอง ไม่ว่าใครจะเห็นความคิดนี้แล้วคิดว่าเป็นอุตริชน ตัวเองก็มีควรจะมีปมด้อยที่จะยืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างามท่ามกลางสังคมที่คิดแบบนำตัวและใจเข้าไปเป็นทาสคนอื่น</p>
<p>25 กุมภาพันธ์ 2552</p>
<p>เมื่อพูดถึงการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการศึกษาหรือจัดการอะไรก็แล้วแต่แม้กระทั่งการจัดการเรื่องคน มันก็เท่ากับนำคนมาผลิตให้เป็นเครื่องมือซึ่งมนุษย์ต้องการจะให้เป็นอะไรก็ได้ตามแต่กิเลสของฝ่ายจัดการจะต้องการให้เป็น<br />
ดังนั้นถ้าฉันจะพูดว่า การศึกษา ? แท้จริงแล้วถ้าเรานำข้อความดังกล่าวมาดูถูกชีวิตคนที่ไม่ได้ผ่านการจัดการว่าเขาไม่มีการศึกษา ความคิดดังกล่าวมันทำให้หลายคนที่เข้าใจถึงความจริงคงรู้สึกเป็นห่วง<br />
อันที่จริงแล้ว ถ้าคนที่มีชีวิตผ่านการจัดการศึกษามาแล้ว ซึ่งคนเหล่านี้นั่นแหละถ้าไม่จิตวิญญาณที่เข้มแข็งพอ อาจถูกกิเลสที่มันแฝงอยู่ในจิตใจของคนที่เป็นฝ่ายจัดการจนกระทั่งทำให้ชีวิตคนซึ่งควรจะมีรากฐานอิสระ</p>
<p>ระพี สาคริก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rapeesewana.com/?feed=rss2&amp;p=79</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การศึกษา กับการจัดการของมนุษย์ผู้มีกิเลส</title>
		<link>http://www.rapeesewana.com/?p=68</link>
		<comments>http://www.rapeesewana.com/?p=68#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 Jan 2010 07:32:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ระพี สาคริก</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rapeesewana.com/?p=68</guid>
		<description><![CDATA[ 
เธอที่รักทุกคน ถ้าฉันจะถามเธอว่า คนที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนรวมทั้งมหาวิทยาลัยนั้นมีการศึกษาหรือเปล่า ?  สิ่งแรกฉันอยากขอให้เธอซึ่งธรรมชาติได้ให้สมองเอาไว้แล้วเพื่อนำไปใช้คิดค้นหาความจริงให้ถึงที่สุด ถ้าเธอมีรากฐานจิตใจที่อิสระก็ควรจะรู้ได้เองว่า คำตอบจากคำถามที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น ถ้าเธอเป็นฉันก็คงตอบอย่างมั่นใจได้ว่า มีอย่างแน่นอน
 ขอโทษทีนะ ถ้าเธอตอบว่าไม่มี ก็ไม่ควรที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นมนุษย์ เพราะเหตุใดหรือ คำตอบก็คือเพราะเหตุว่าเธอเป็นมีนิสัยชอบดูถูกคนที่เขาใช้ชีวิตอยู่กับพื้นดิน
 ความจริงแล้วบุคคลลักษณะเช่นนั้นยังมีความรู้มากเสียกว่าพวกเธอซึ่งนิยมเข้าไปเรียนอยู่ในโรงเรียนรวมทั้งมหาวิทยาลัย ยิ่งได้ปริญญาสูงๆ ก็ยิ่งขาดคุณสมบัติตามที่ฉันได้กล่าวมาแล้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> <a href="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/DSCF0299.jpg" rel="wp-prettyPhoto[g68]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-71" title="DSCF0299" src="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/DSCF0299-384x250.jpg" alt="" width="384" height="250" /></a></p>
<p>เธอที่รักทุกคน ถ้าฉันจะถามเธอว่า คนที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนรวมทั้งมหาวิทยาลัยนั้นมีการศึกษาหรือเปล่า ?  สิ่งแรกฉันอยากขอให้เธอซึ่งธรรมชาติได้ให้สมองเอาไว้แล้วเพื่อนำไปใช้คิดค้นหาความจริงให้ถึงที่สุด ถ้าเธอมีรากฐานจิตใจที่อิสระก็ควรจะรู้ได้เองว่า คำตอบจากคำถามที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น ถ้าเธอเป็นฉันก็คงตอบอย่างมั่นใจได้ว่า มีอย่างแน่นอน<br />
 ขอโทษทีนะ ถ้าเธอตอบว่าไม่มี ก็ไม่ควรที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นมนุษย์ เพราะเหตุใดหรือ คำตอบก็คือเพราะเหตุว่าเธอเป็นมีนิสัยชอบดูถูกคนที่เขาใช้ชีวิตอยู่กับพื้นดิน<br />
 ความจริงแล้วบุคคลลักษณะเช่นนั้นยังมีความรู้มากเสียกว่าพวกเธอซึ่งนิยมเข้าไปเรียนอยู่ในโรงเรียนรวมทั้งมหาวิทยาลัย ยิ่งได้ปริญญาสูงๆ ก็ยิ่งขาดคุณสมบัติตามที่ฉันได้กล่าวมาแล้ว นี่แหละ ที่มันมีแรงบันดาลใจทำให้ฉันต้องเขียนบทความเรื่อง “ฉันไม่ชอบขึ้นสู่ที่สูง” เพื่อฝากแง่คิดที่ดีๆ เอาไว้ให้เธอได้อ่านกัน<br />
 ฉันเคยพูดย้ำอยู่เสมอว่า ตัวเองมองภาพรวมของสังคมครั้งใดก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่า คนไทยเดี๋ยวนี้หลังจากขึ้นไปอยู่บนเรือนแล้ว กลับหวนลงมาตัดเสาเรือนของตัวเองทิ้ง อย่างปราศจากสติสัมปชัญญะ เช่นที่คนสมัยก่อนเคยพูดเตือนสติลูกหลานเอาไว้ว่า “อย่าขึ้นไปอยู่บนเรือนแล้วถ่ายรดหลังคา” ซึ่งหมายความว่าคนลักษณะนี้มีนิสัยอกตัญญูแทนที่จะสำนึกได้ถึงบุญคุณของสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชีวิตตัวเอง<br />
 อนึ่ง โครงสร้างการจัดการศึกษาของมนุษย์นั้น มันเป็นรูปเจดีย์ที่มียอดแหลมชี้ขึ้นข้างบนจริงหรือเปล่า  ? <br />
 บัดนี้ ฉันมีอายุผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้ ๘๗ ปีกว่าแล้ว ประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้ฉันซึ่งเป็นผู้ที่มีนิสัยตื่นอยู่เสมอ มีโอกาสลองผิดลองถูกมาตลอดโดยไม่ประมาท ถ้าหวนกลับไปนึกถึงช่วงที่ตนยังมีอายุได้เพียง ๒๐ ปี ซึ่งช่วงนั้นฉันได้มาเข้าเรียนต่ออยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน<br />
 ฉันยังจำได้ดีจนถึงบัดนี้ว่า มีครูคนหนึ่งเท่าที่ทราบครูคนนี้จบมาจากสหรัฐอเมริกาและเป็นครูที่ลูกศิษย์ลูกหาหลายคนเคารพนับถือ  แทบทุกครั้งที่ท่านผู้นี้ได้ก้าวเข้ามาอยู่ในชั้นเรียนเพื่อสอนวิชาพฤกษศาสตร์ ท่านมักจะกล่าวย้ำให้นักเรียนได้ตระหนักอยู่เสมอว่า “การจัดการศึกษานั้น ช่วงแรกจะต้องรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง  ต่อไปควรรู้อย่างเดียว” พูดแล้วก็ยกนิ้วชี้มือขวาขึ้นมาชูคล้ายจะบอกอะไรสักอย่าง ถ้าเดาใจออกครูคนนี้ทำท่าทำทางคล้ายจะยัดเยียดให้นักเรียนในชั้นเชื่อว่า สิ่งที่ท่านได้กล่าวมานั้น มันเป็นความจริงอย่างแน่นอนที่สุด<br />
 ในช่วงนั้น ทีแรกหลังจากรับฟังแล้วก็ทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่าครูคนนี้คงจะไปยึดติดเอารูปแบบซึ่งเป็นเพียงเปลือกนอกของการจัดการศึกษาที่ฝรั่งนำมาถ่ายทอด<br />
 แล้วเราไม่เฉลียวใจหรือว่าคนชาติอื่นที่ไม่ได้เกิดบนแผ่นดินไทยเขาจะมีความรักความจริงใจต่อเราจริงหรือเปล่า<br />
 มันทำให้ฉันนึกถึงร้อยกรองบทหนึ่งซึ่งคนโบราณเคยนำมาเขียนมาพูดฝากเอาไว้แก่ชนรุ่นหลังว่า<br />
 ชาติใดไร้รักสมัครสมาน<br />
 จะทำการสิ่งใดย่อมไร้ผล<br />
 หากชาติย่อยยับอับจน<br />
 คนจะสุขอยู่ได้อย่างไร<br />
 ฉันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้เนื่องจากไม่ว่าจะมีโอกาสประกอบพิธีกรรมอันใด พระองค์ท่านก็จะรับสั่งแก่พสกนิกรของพระองค์ด้วยความรักความห่วงใยอยู่เสมอว่า “ขอให้มีความรักความสามัคคีกันเข้าไว้”<br />
 น้ำพระสุรเสียงดังกล่าวยังก้องอยู่ในหูของฉันมาตลอด<br />
 สิ่งที่ฉันจะนำมากล่าวในโอกาสนี้ก็คือ “แผ่นดินถิ่นเกิดของมนุษย์นั้นมีความสำคัญไฉน?” แท้จริงแล้วควรจะถือเป็นสัจธรรมในโอกาสที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามซึ่งเกิดบนผืนแผ่นดินเดียวกัน ควรจะมีความรักความซื่อสัตย์ต่อกันและกันเป็นสื่อธรรมชาติ<br />
 เพราะฉะนั้น คนที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ใครเลยจะนำเอาข้อมูลซึ่งเป็นต้นเหตุของการพัฒนาตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกออกมาสาทะยายให้คนชาติอื่นได้รู้แจ้งเห็นจริง นอกจากนำเอาผลสำเร็จรูปออกมาบอกเล่าเก้าสิบอย่างที่เรียกกันว่า “ทั้งดุ้น” ถ้าใครหลงเชื่อก็ทำให้ยึดติดเข้าไปเต็มเปาแล้วก็คาบกลับมาคายบนแผ่นดินของเราเอง มันถึงได้ทำให้บ้านเมืองของไทยเต็มไปด้วยกองขยะ จนกระทั่งล้างทำความสะอาดได้ยากเต็มที<br />
 ฉันถึงพูดอยู่เสมอว่า “มีความรู้นั้นไม่พอ ควรจะต้องรู้เท่าทันและมีความรอบรู้อย่างสำคัญด้วย” ไม่เช่นนั้นแล้วเราก็คงเอาตัวรอดได้ยาก แล้วในที่สุดคนไทยก็จะหันมาฆ่าฟันกันเอง เรื่องนี้ฉันพูดไว้นานพอสมควรแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็อย่าเพิ่งเชื่อฉันจนกว่าจะรอคอยติดตามการเปลี่ยนแปลงที่มันจะมาถึงในอนาคต<br />
 หวนกลับไปพิจารณาบทบาทของครูคนนั้นกันต่อไปอีก ในช่วงนั้น ทีแรกหลังจากรับฟังท่านสาทะยายถึงบทบาทภายใต้แนวคิดแบบฝรั่งแล้ว มันทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่าครูคนนี้คงจะไปยึดติดเอารูปแบบของการจัดการศึกษาซึ่งเป็นผลสำเร็จรูปมาจากเมืองฝรั่ง ถึงได้มองเห็นแต่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น<br />
 แต่ฉันก็เป็นคนไม่เชื่อใครง่ายๆ เนื่องจากมีรากฐานจิตใจที่อิสระมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย จึงมีความมั่นคงเข้มแข็งอยู่กับเหตุและผลอย่างชัดเจนมาตลอด แต่พฤติกรรมของฝรั่งซึ่งคนไทยทั่วไปมักมองไม่ถึงแล้วก็ขาดการณ์รู้เท่าทันจึงไปคว้าเอาภาพที่มันสำเร็จรูปแล้วกลับมาทั้งดุ้น อนึ่ง จิตวิทยาอันเป็นธรรมชาติของคนทั่วไปนั้นถ้าขึ้นไปยึดติดอยู่กับรูปแบบของอยู่ติด กับศาสตร์สาขาใดสาขาหนึ่งแล้ว ก็มักไม่สามารถที่จะปลดภาวะยึดติดออกมาสู่อิสรภาพซึ่งทำให้มีสติปัญญาเห็นแสงสว่างได้ง่าย<br />
 ไม่เพียงเท่านั้นหลังจากนั้นมาแล้ว ประสบการณ์ชีวิตจากรากฐานจิตใจที่ยึดติดเข้าไปแล้ว มันก็ยากที่จะปลดปล่อยจากกิ่งแขนงลงมาสู่พื้นดิน ประเด็นนี้เราถึงได้พูดกันว่า เป็นรากฐานจิตใจที่ขาดความเข้มแข็งจนกกระทั่งไม่สามารถที่จะปลดตัวเอง เพราะฉะนั้น ภาวะยึดติดรูปแบบจึงเป็นปัญหาใหญ่ของการจัดการศึกษาซึ่งทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมาย<br />
  ฉันเคยพูดอยู่เสมอว่า ชีวิตคนเราไม่ได้มีแต่ร่างกายหากมีจิตวิญญาณที่ถือความจริงเป็นพื้นฐาน ส่วนร่างกายนั้นเป็นเพียงบ้านที่อยู่อาศัยของจิตวิญญาณเท่านั้น ดังนั้นจิตใจคนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด<br />
 อนึ่ง ภาพที่ครูคนนั้นได้นำมากล่าวย้ำแล้วย้ำอีกแทบทุกครั้งที่เข้ามาสอนในชั้นมันน่าจะเป็นภาพในด้านวัตถุ ส่วนในด้านจิตใจควรจะอยู่ตรงกันข้ามกับภาพดังกล่าว<br />
 อนึ่ง ภาพที่ได้กล่าวมาแล้วถ้ามียอดแหลมที่ชี้ลงด้านล่าง ก็ควรจะหมายถึงจิตใจที่มีเพียงหนึ่งเดียว ถ้าเริ่มจากตรงนี้ขึ้นไปย่อมสามารถเรียนรู้ถึงเหตุและผลจากทุกสิ่งทุกอย่างได้ทุกแง่มุม ภาพนี้เองถ้าจะนำมาเขียนในเชิงปรัชญาก็ควรจะหมายความว่า การเรียนรู้ของมนุษย์ที่นำไปสู่สติปัญญานั้น ควรจะเริ่มต้นจากจิตวิญญาณที่ให้ความรักความซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินถิ่นเกิดโดยมีกาลเวลาเป็นโอกาส ครั้นกาลเวลาผ่านพ้นไปถ้ามีรากฐานจิตใจอิสระจริงก็คงสามารถเชื่อมโยงเหตุและผลไปสู่ปรากฏการณ์ได้อย่างหลากหลาย<br />
 อนึ่ง การนำไปปฏิบัติโดยร่างกายตัวเองไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนก็ตาม แม้แต่เริ่มต้นจากศาสตร์สาขาเดียวไปก่อน ย่อมหมายความว่า เป็นการเริ่มต้นที่ศูนย์รวมหรือที่รากฐานของศาสตร์ทุกสาขา ถ้ารากฐานจิตใจมีอิสระจริง การมุ่งมั่นปฏิบัติก็ควรจะนำวิถีทางไปสู่การรู้ความจริงได้ถึงศาสตร์ทุกสาขา<br />
 สัจธรรมที่ได้กล่าวมาแล้วนี้เอง ถ้าจะให้ตีความก็ควรมองให้เห็นถึงภาพรวมในการเรียนรู้ของมนุษย์จากผลงานในด้านศิลปะ ซึ่งมีการนำเอาความรักในเพื่อนมนุษย์เข้าไปสวมใส่เอาไว้ในโอกาสนั้นๆ<br />
 สิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ถ้าจะมองให้เห็นภาพที่เป็นองค์รวมของทั้งสองด้าน ซึ่งหมายถึงด้านที่เป็นวัตถุร่วมกับด้านที่เป็นจิตวิญญาณตัวเอง ดังนั้น จึงพอจะสรุปได้ว่า ถ้าจะมองให้เห็นโครงสร้างการจัดการศึกษาที่สมบูรณ์แบบซึ่งควรมีทั้งสองด้านร่วมกัน<br />
 เราอาจสรุปได้ว่า ด้านหนึ่งซึ่งหมายถึงด้านนอก ผู้ที่สนใจเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ควรจะเห็นได้ว่ามันเป็นด้านที่มีลักษณะเสมือนรูปเจดีย์ที่ชี้เอาปลายขึ้น สะท้อนให้เห็นส่วนปลายที่แหลมและตั้งขึ้นด้านบนซึ่งหมายถึงภาพรวมของด้านที่เป็นรูปวัตถุ ส่วนอีกภาพหนึ่งซึ่งเป็นภาพเชิงซ้อนที่มองในด้านจิตใจกับการเรียนรู้ของมนุษย์ ซึ่งด้านนี้แหละที่ควรจะมองเห็นเป็นรูปเจดีย์ปลายแหลม แต่เป็นปลายแหลมที่ชี้ลงสู่ด้านล่าง ถ้าหากใครก็ตามที่มองเห็นภาพดังกล่าวได้ทั้งสองด้านโดยเฉพาะด้านที่ปลายแหลมชี้ลงข้างล่างซึ่งใช้เป็นพื้นฐานของอีกด้านหนึ่งแล้วเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง บุคคลผู้นั้นควรได้ชื่อว่ามีผลการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ครบถ้วน<br />
 ฉันนึกถึงเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ตนมีอายุได้ประมาณ ๒๕ ปี ซึ่งขณะนั้นฉันยังทำงานอยู่ที่สถานีทดลองแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพสิ่งแวดล้อมที่นั่นยังเป็นป่า แม้กระทั่งไฟฟ้าและน้ำประปาก็ยังไม่มีใช้ แถมยังมีไข้ป่าชุกชุมอีกด้วย<br />
 ทั้งนี้เนื่องจากฉันเป็นคนรักอิสรภาพ เมื่อสมัครใจไปอยู่ที่นั่นแล้วอะไรที่ทำไม่ได้ก็คิดค้นคว้าด้วยตนเองจนกระทั่งสามารถเรียนรู้ได้เองอย่างลึกซึ้งโดยไม่ต้องมีใครสอน ซึ่งวิธีการเรียนรู้แบบนี้มันทำให้สามารถรู้ถึงความจริงได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าการเรียนในชั้นเรียน ทั้งนี้เพราะสภาพการเรียนดังกล่าวมันอยู่บนพื้นฐานของดวงวิญญาณตัวเองที่มีความรักความสนใจอยู่บนพื้นฐานของอิสรภาพทำให้สามารถศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมีความสุข <br />
 สิ่งดังกล่าวมันเป็นความสุขของคนที่อยากรู้อยากเห็นและคิดถึงความเป็นไปได้ของทุกๆเรื่องที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองอันควรภูมิใจ<br />
 ฉันจึงเป็นผู้ที่นำเอาวิชาสถิติพยากรณ์มาใช้ในการค้นคว้าวิจัยการเกษตรเป็นคนแรกของเมืองไทย ซึ่งใครๆก็มักพูดกันว่าวิชานี้มันยากแสนยาก<br />
 นอกจากนั้นหลังจากถูกสั่งย้ายให้เข้ามาประจำที่กรุงเทพฯ และต่อมาก็ได้มีการจัดตั้งกรมการข้าว ฉันก็ได้เปิดสอนวิชาข้าวพืชสำคัญของเมืองไทยขึ้นมาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สิ่งที่ติดตามมาก็คือการเปิดสอนวิชาคัดตรวจคุณภาพข้าว ซึ่งเป็นของใหม่สำหรับคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉันได้กล่าวย้ำถึงอิสรภาพรวมทั้งเกียรติประวัติของชีวิตชาวนาที่ควรจะซื่อสัตย์ต่อทุกคน โดยเฉพาะพ่อค้าซื้อข้าวขายข้าวซึ่งควรมีความซื่อสัตย์ต่อชาวนาชาวไร่ในการกำหนดราคาข้าวร่วมด้วย<br />
 สิ่งนี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันเริ่มหันมาสนใจเรื่องการพัฒนาชนบท ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้จริยธรรมและคุณธรรมเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ<br />
 ถ้าเป็นคนที่สมควรจะเรียกได้ว่า มีการศึกษาก็ควรจะมีความรักในเพื่อนมนุษย์และซื่อสัตย์สุจริตต่อทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นความสำคัญที่คนระดับล่าง หาใช่ว่าผ่านการจัดการศึกษาระดับสูงๆมาแล้วจะถูกเรียกว่าเป็นคนมีการศึกษาไม่<br />
 ดังจะเห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติได้ว่า แม้กระทั่งเมื่อตัวเองมีอายุย่างเข้า ๘๗ ปีแล้ว แต่ฉันก็ยังทำงานโดยใช้ชีวิตที่ลงไปร่วมทุกข์ร่วมสุขอยู่กับชาวบ้านในชนบทอย่างมีความสุข<br />
 นี่แหละเธอที่รัก มันตรงกันกับสิ่งที่คนโบราณได้เคยกล่าวฝากเอาไว้ว่า คนที่ทำงานลงสู่พื้นดินโดยมีรากฐานจิตใจที่ให้ความรักแก่คนชนบท ร่วมกับแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเอง ย่อมมีสติปัญญาแตกฉาน ติดตามมาด้วย<br />
 สิ่งนี้เองที่มีเหตุมีผลทำให้ฉันไม่ต้องการไปศึกษาต่อเพื่อเอาปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกา ที่เข้าสู่ระบบการจัดการศึกษาของฝรั่ง แม้ว่าทุนที่ได้รับ ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าให้ไปศึกษารวดเดียวได้ปริญญาเอกเลย แต่ฉันก็ไม่ยอมไป เพราะมีเหตุผลสืบเนื่องมาจากสิ่งใดก็สุดแล้วแต่ซึ่งฉันไม่ได้ชี้แจงให้ใครๆทราบในขณะนั้น แต่ฉันมีรากฐานจิตใจที่เป็นไทแก่ตัวเอง ทำให้ไม่รู้สึกศรัทธากับสิ่งใดก็ตามที่มันไม่ใช่อยู่บนรากฐานของคนไทย<br />
 สิ่งนี้แหละ ทุนที่ฉันได้รับครั้งนั้น เป็นทุนของมูลนิธิร็อกกี้ เฟลเลอร์ ซึ่งนักวิชาการหลายๆ คนอยากได้ เพราะเหตุว่า สิ่งแรกทุนนี้ได้ยากมาก ส่วนประเด็นที่สอง ถ้าใครได้รับก็จะได้เงินมาก แม้มีภรรยาเขาก็จะจ่ายให้ภรรยาด้วย<br />
 แถมยังมีเงื่อนไขต่อไปอีกว่า การไปศึกษาต่อตามสภาพเงื่อนไขดังกล่าว เขาจะให้ทุนจนกระทั่งจบปริญญาเอกได้ดอกเตอร์กลับมา<br />
 อาจมีคนสงสัยถามฉันว่า “เหตุใดฉันถึงไม่ต้องการทุนนี้ ทั้งๆ ที่นักวิชาการคนอื่นเขาอยากได้กันจนแทบจะตัวสั่น” นี่แหละเธอที่รัก<br />
 เหตุใด ฉันถึงไม่ต้องการทุนนี้ โดยทั่วไปแล้วถ้าใครมาถามฉันก็คงเฉลยคำตอบให้เพียงประโยคเดียวเท่านั้นว่า “เป็นเพราะเหตุใดก็สุดแล้วแต่ แต่ฉันมีบททดสอบอยู่บทหนึ่ง ถ้าฉันจะถามเธอบ้างหละว่า เหตุใดเธอทั้งหลายจึงอยากได้ทุนนี้กันนักกันหนา”<br />
 ถ้าจะให้ฉันตอบคำถามดังกล่าว ตนก็อยากถามกลับไปอีกว่า เธอเคยพบเห็นภาพเขียนฝาผนังโบสถ์หลายต่อหลายแห่งที่ดูแล้วรู้สึกสงสัยว่าเป็นเพราะเหตุใด ภาพเขียนดังกล่าวมันถึงปรากฏออกมาแบบนั้น<br />
 ภาพนั้นก็คือ ภาพของสมเด็จพระมารดา หลังจากพระพุทธองค์ได้ประสูติออกมาแล้ว ปรากฏว่าทรงพระดำเนินได้เลย แถมยังมี ดอกบัวหลวงรองรับพระบาทอยู่อีกถึง ๗ ดอก ถ้าฉันจะถามว่าเธอเชื่อหรือเปล่า?<br />
 คำตอบจากคำถามที่ได้กล่าวมาแล้ว ถ้าเธอตอบได้อย่างสอดคล้องกันกับเหตุและผล ฉันจะเชื่อว่าถึงเธอไม่ได้ไปศึกษาปริญญาเอกที่เมืองฝรั่ง เธอก็อาจได้ความรู้รวมทั้งความรอบรู้เหนือคนที่ได้ปริญญาเอกด้วยซ้ำไป<br />
 สิ่งนี้หรือมิใช่ คือบททดสอบที่ฉันจะขอมอบให้เธอนำไปพิจารณาคิดค้นหาเหตุผลด้วยตัวเธอเอง เธออย่าท้อนะ เพียงแค่นี้แล้วท้อถอย คงไม่ต้องพูดอะไรกันต่อไปอีก<br />
 สรุปแล้วการศึกษาหาความรู้เป็นธรรมชาติซึ่งทุกคนมีมาตั้งแต่เกิด ดังนั้น เมื่อมนุษย์ผู้มีกิเลสไม่ว่ามากหรือน้อยนำมาจัดการก็เพราะเหตุว่าต้องการใช้มนุษย์เป็นเครื่องมือหาผลปะโยชน์ให้กับคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าคนกลุ่มนั้นจะใหญ่หรือเล็ก<br />
 เพราะฉะนั้น เมื่อมนุษย์นำเอาชีวิตมนุษย์ด้วยกันเองมาจัดการเพื่อหวังให้มีผลเป็นทาสรับใช้ ไม่ว่าจะมีมากมีน้อยสำหรับผู้ที่มีความฉลาดและมีความเฉลียวใจเป็นบุญกุศล ก็ไม่ควรที่จะนำเอาความเห็นแก่ตัวของตนเข้าไปใช้ ไม่เช่นนั้นแล้วโลกใบนี้ก็คงต้องมีมนุษย์ที่ฆ่าฟันกันเอง แม้แต่คนชาติเดียวกันก็ยังกระทำได้ลงคอโดยไม่เกรงบาปบุญคุณโทษ</p>
<p>        ๒๐ เมษายน ๒๕๕๒<br />
   ระพี  สาคริก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rapeesewana.com/?feed=rss2&amp;p=68</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันครบรอบวันสถาปนาสถาบันอาศรมศิลป์</title>
		<link>http://www.rapeesewana.com/?p=34</link>
		<comments>http://www.rapeesewana.com/?p=34#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 11 Jan 2010 18:46:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rapeesewana.com/?p=34</guid>
		<description><![CDATA[ 

วิถีแห่งสุนทรียธรรม มงคลธรรม และวัฒนธรรม นับว่าเป็น ดั่งปณิธานที่ทางสถาบันอาศรมศิลป์ได้ตั้งไว้ดั่งเข็มทิศในการจัดการศึกษาตั้งแต่วันแรกเริ่มของการก่อตั้งเมื่อ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๙ ระยะทางแห่งการเติบโตตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน ได้ผ่านมาครบรอบอีกครั้ง เป็นระยะเวลา ๓ ปี
วันครบรอบวันสถาปนาสถาบันอาศรมศิลป์ครบ ๓ ปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<p><a href="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/arsosilp.jpg" rel="wp-prettyPhoto[g34]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-57" title="arsosilp" src="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/arsosilp-420x250.jpg" alt="" width="420" height="250" /></a></p>
<p>วิถีแห่งสุนทรียธรรม มงคลธรรม และวัฒนธรรม นับว่าเป็น ดั่งปณิธานที่ทางสถาบันอาศรมศิลป์ได้ตั้งไว้ดั่งเข็มทิศในการจัดการศึกษาตั้งแต่วันแรกเริ่มของการก่อตั้งเมื่อ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๙ ระยะทางแห่งการเติบโตตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน ได้ผ่านมาครบรอบอีกครั้ง เป็นระยะเวลา ๓ ปี<br />
วันครบรอบวันสถาปนาสถาบันอาศรมศิลป์ครบ ๓ ปี จัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๒ โดยมีเจตจำนงค์ในการจัดงานขึ้นเพื่อต้องการให้บุคลากรของสถาบันอาศรมศิลป์ทั้ง คณาอาจารย์ นักศึกษา ตลอดพนักงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง และผสานจิตใจในการใช้ชีวิตร่วมกันให้เป็นหนึ่งเดียว</p>
<p> เริ่มวิถีมงคลธรรมในช่วงเช้าโดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดยายร่ม ๑๐ รูป มาฉันภัตตาหารเช้าและเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับสถาบัน และชาวอาศรมศิลป์ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีทางศาสนาแล้ว ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก ได้ให้เกียรติปลูกต้นนิโครธบริเวณวงเวียนหน้าสถาบันอาศรมศิลป์ (ต้นนิโครธ เป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๒๗ พระนามว่า พระกัสสปพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน จึงได้ประทับตรัสรู้ ณ ควงไม้นิโครธ) หลังจากนั้นศาสตราจารย์ ระพี สาคริก ยังได้ให้เกียรติร่วมแลกเปลี่ยนและให้คำแนะนำกับนักศึกษาของสถาบันอาศรมศิลป์ก่อนที่จะเสร็จสิ้นพิธีการในช่วงเช้า</p>
<p>     ช่วงบ่าย พระสันติพงษ์ เขมะปัญโญ ได้ให้เกียรติร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักศึกษาหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลังจากนั้นในเวลา ๑๕.๐๐ น. ทางสถาบันได้จัดงานสำคัญตามลำดับดังนี้</p>
<p>๑. พิธีมุทิตาจิตแก่ กรรมการสภาสถาบันฯ กรรมการสภาวิชาการ ผู้บริหาร และคณาอาจารย์ของสถาบันที่ได้รับยกย่อง และเชิดชูเกียรติจากหน่วยงานต่างๆ มีรายนามดังนี้</p>
<ul>
<li>รองศาสตราจารย์ ประสงค์ เอี่ยมอนันต์ : ได้รับเชิดชูเกียรติจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้อนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทบุคคล ประจำปี ๒๕๕๐</li>
<li>ศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม : ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม</li>
<li>รองศาสตราจารย์ วิวัฒน์ เตมียพันธ์ : ได้รับพระราชทานปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปีการศึกษา ๒๕๕๑</li>
<li>พลอากาศตรีอาวุธ เงินชูกลิ่น  :  ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปีการศึกษา ๒๕๕๑ , ได้รับพระราชทานปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาสถาปัตยกรรมไทย) จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา ๒๕๕๒ และได้รับการโปรดเกล้าฯ เลื่อนยศจากนาวาอากาศเอก เป็นพลอากาศตรี</li>
<li>ศาสตราจารย์เกียรติคุณ อรศิริ ปาณินท์ : ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ “ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น ประจำปี ๒๕๕๒ ในงานประชุมวิชาการระดับชาติ ปีแห่งคุณภาพการอุดมศึกษาไทย จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ</li>
<li>รองศาสตราจารย์ ดร.วีระ สัจกุล ได้รับการเชิดชูเกียรติ จาก สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นสถาปนิกดีเด่นด้านงานราชการ</li>
<li>รองศาสตราจารย์ ดร.กรรณิการ์ สัจกุล : ได้รับเชิดชูเกียรติ เป็น อาจารย์ดีเด่นแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปี ๒๕๕๒ และอาจารย์ดีเด่นแห่งชาติ ของที่ประชุมประธานสภาอาจารย์ มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) ในการประชุมวิชาการ ประจำปี ๒๕๕๒</li>
<li>รองศาสตราจารย์ ดร.ยงธนิศร์ พิมลเสถียร ได้รับเชิดชูเกียรติจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นสถาปนิกดีเด่นด้านวิชาการ</li>
</ul>
<p>๒. พิธีมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาสถาบันอาศรมศิลป์ทั้ง ๓ หลักสูตร คือ สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต โดย พระสันติพงศ์ เขมปญโญ บริษัท แปลน แอสโซซิเอทส์ จำกัด บริษัท แฮบบิต้า จำกัด อาศรมสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์ และมูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ , ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิตและประกาศณียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู โดย มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ</p>
<p>๓. พิธีไหว้ครูของนักศึกษาสถาบันอาศรมศิลป์ โดยตัวแทนนักศึกษามอบพานธูปเทียนและกล่าวคำบูชาครู แด่ ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก เสร็จจากพิธีไหว้ครู ทางสถาบันอาศรมศิลป์ยังได้รับเกียรติจากคุณพ่อระพีมาให้โอวาทแก่คณาอาจารย์ และนักศึกษา</p>
<p>๔. การขับร้องประสานเสียงโดย นักศึกษาของสถาบันอาศรมศิลป์ ในบทเพลงจากการประพันธ์ของ ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก คือ  เพลงทะเลงาม ชมไพร และรุ่งอรุณ</p>
<p>     ในลำดับสุดท้ายของวันเป็นการแสดงปาฐกถาธรรมของท่าน ว วชิรเมธี โดยมีเนื้อความกล่าวถึง การศึกษาที่แท้ต้องดำเนินไปเพื่อพัฒนา ๒ สิ่ง คือ พัฒนาสติ และ พัฒนาปัญญา โดยปัจจัยสำคัญ ๒ ประการควบคู่กันไปด้วยกัน คือ โยนิโสมนสิการ  และ กัลยาณมิตร</p>
<p>“ได้อะไรก็ไม่เท่าได้คิด มีอะไรก็ไม่เท่ามีกัลยาณมิตร เพราะว่าถ้าได้คิดและมีกัลยาณมิตรแล้วชีวิตจะดำเนินไปบนการศึกษาที่แท้จริง” ซึ่งมีทิศทางในการเรียนรู้ชีวิตสอดคล้องกับการศึกษาของสถาบันอาศรมศิลป์ที่ผ่านมา ได้แก่ มงคลธรรม (Virtues) คือ การเรียนรู้อย่างละเอียดรอบคอบและลึกซึ้งในจิตใจแห่งตนที่อยู่กับสิ่งแวดล้อมและสังคม จนมีปัญญาเท่าทันความคิด และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมต่อสภาวการณ์ จนเกิดเป็นปัญญาด้านในลึกซึ้ง, สุนทรียธรรม (Aesthetics) คือ การเรียนรู้ผ่านกระบวนการที่หลากหลายของงานศิลปะ เพื่อพัฒนาจิตใจและจินตนาการของผู้เรียน จนเห็นถึงความงามที่เป็นคุณค่าที่แท้ กระทั่งสามารถเชื่อมโยงถึงความงามของธรรมชาติ สังคมและชุมชนได้ และบูรณาการเรียนรู้ทั้งสองจนเกิดเป็น วัฒนธรรม (Cultures) ที่งดงาม โดยนำมาเชื่อมร้อยในการดำเนินชีวิตของตนเอง ชุมชนและสังคม ยอมรับความแตกต่างหลากหลายชองคนรอบข้าง วัฒนธรรม และโลกในปัจจุบัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rapeesewana.com/?feed=rss2&amp;p=34</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Cattleya</title>
		<link>http://www.rapeesewana.com/?p=25</link>
		<comments>http://www.rapeesewana.com/?p=25#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 11 Jan 2010 16:34:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ระพี สาคริก</dc:creator>
				<category><![CDATA[รูปภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>
		<category><![CDATA[ครู]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[มนุษย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rapeesewana.com/?p=25</guid>
		<description><![CDATA[Cattleya
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[
<a href='http://www.rapeesewana.com/?attachment_id=123' title='Cattleya-Bifoliage'><img width="360" height="250" src="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/Cattleya-Bifoliage-360x250.jpg" class="attachment-medium" alt="" title="Cattleya-Bifoliage" /></a>
<a href='http://www.rapeesewana.com/?attachment_id=121' title='Cattleya3'><img width="358" height="250" src="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/tt_scan0011_31-358x250.jpg" class="attachment-medium" alt="" title="Cattleya3" /></a>
<a href='http://www.rapeesewana.com/?attachment_id=114' title='Cattleya1'><img width="344" height="250" src="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/tt_scan0001_48-344x250.jpg" class="attachment-medium" alt="" title="Cattleya1" /></a>
<a href='http://www.rapeesewana.com/?attachment_id=61' title='Cattleya2'><img width="370" height="250" src="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/tt_scan0003_48-370x250.jpg" class="attachment-medium" alt="" title="Cattleya2" /></a>

<p>Cattleya</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rapeesewana.com/?feed=rss2&amp;p=25</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>งานระพีเสวนาครั้งที่ ๓/๗</title>
		<link>http://www.rapeesewana.com/?p=7</link>
		<comments>http://www.rapeesewana.com/?p=7#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 11 Jan 2010 13:57:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ระพีเสวนา]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rapeesewana.com/?p=7</guid>
		<description><![CDATA[งานระพีเสวนาครั้งที่ ๓/๗
 
สูจิบัตร งานระพีเสวนาครั้งที่ ๓/๗
กำหนดการ
แบบตอบรับเข้าร่วมงาน
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>งานระพีเสวนาครั้งที่ ๓/๗</strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><a href="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/final_poster.jpg" rel="wp-prettyPhoto[g7]"><img class="aligncenter size-medium wp-image-59" title="poster" src="http://www.rapeesewana.com/wp-content/uploads/2010/01/final_poster-176x250.jpg" alt="" width="176" height="250" /></a> </strong></p>
<p><a href="http://www.rapeesewana.com/images/rapee3_7.pdf">สูจิบัตร งานระพีเสวนาครั้งที่ ๓/๗</a></p>
<p><a href="http://www.rapeesewana.com/images/agenda.pdf">กำหนดการ</a></p>
<p><a href="http://www.rapeesewana.com/images/form.doc">แบบตอบรับเข้าร่วมงาน</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rapeesewana.com/?feed=rss2&amp;p=7</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฉันเป็นนักอะไรหรือเปล่า?</title>
		<link>http://www.rapeesewana.com/?p=1</link>
		<comments>http://www.rapeesewana.com/?p=1#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 11 Jan 2010 12:47:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ระพี สาคริก</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทนำ]]></category>
		<category><![CDATA[ฉันเป็น]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวิต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rapeesewana.com/?p=1</guid>
		<description><![CDATA[หวนกลับไปพิจารณา เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงชีวิตที่เกิดมาใหม่ๆ ฉันเองยังไม่เคยคิดเลยว่า ตนเป็นนักอะไร คงมีแต่การให้ความรักความสนใจในสิ่งซึ่งตนพบเห็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าอะไรจะผ่านเข้ามาให้มีโอกาสสัมผัส
ฉันสนใจทำทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งมีช่องทางช่วยให้ตนใช้โอกาสลงไปสัมผัสสภาพพื้นดิน ส่วนใหญ่มักใช้เวลาว่างลงไปปลูกและตัดแต่งต้นไม้ ไม่เช่นนั้นก็จะลงไปสัมผัสกับบรรยากาศตามท้องไร่ท้องนา เสมือนเป็นมุมหนึ่งของการดำเนินชีวิตที่ช่วยให้ตนมีความสุขมากที่สุด
ช่วงถัดมาไม่ว่าใครจะใช้อำนาจกำหนดให้ชีวิตฉัน จำต้องไปทำอะไร อยู่ที่ไหน แม้ในเมืองหลวงซึ่งอยู่กลางดงวัตถุ แต่ในส่วนลึกของหัวใจตัวเอง ก็ยังฝังแน่นอยู่กับความรักบรรยากาศแถบชายทุ่งนามาตลอด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หวนกลับไปพิจารณา เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงชีวิตที่เกิดมาใหม่ๆ ฉันเองยังไม่เคยคิดเลยว่า ตนเป็นนักอะไร คงมีแต่การให้ความรักความสนใจในสิ่งซึ่งตนพบเห็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าอะไรจะผ่านเข้ามาให้มีโอกาสสัมผัส<br />
ฉันสนใจทำทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งมีช่องทางช่วยให้ตนใช้โอกาสลงไปสัมผัสสภาพพื้นดิน ส่วนใหญ่มักใช้เวลาว่างลงไปปลูกและตัดแต่งต้นไม้ ไม่เช่นนั้นก็จะลงไปสัมผัสกับบรรยากาศตามท้องไร่ท้องนา เสมือนเป็นมุมหนึ่งของการดำเนินชีวิตที่ช่วยให้ตนมีความสุขมากที่สุด<br />
ช่วงถัดมาไม่ว่าใครจะใช้อำนาจกำหนดให้ชีวิตฉัน จำต้องไปทำอะไร อยู่ที่ไหน แม้ในเมืองหลวงซึ่งอยู่กลางดงวัตถุ แต่ในส่วนลึกของหัวใจตัวเอง ก็ยังฝังแน่นอยู่กับความรักบรรยากาศแถบชายทุ่งนามาตลอด เพียงแต่เก็บความรู้สึกดังกล่าวไว้ในใจ โดยไม่เที่ยวได้วิ่งเต้นให้คนอื่นย้ายตนไปอยู่ที่นั่น<br />
ชีวิตฉันจำต้องฟันฝ่าคลื่นลมมาเป็นช่วงๆ เบาบ้างหนักบ้าง ยิ่งช่วงวัยกลางคน มักถูกคนมองในแง่ร้ายอยู่เสมอ แต่ดูเหมือนสิ่งเหล่านั้นไม่มีอิทธิพลมากพอที่จะอยู่เหนือความรักบรรยากาศดังได้กล่าวมาแล้ว จึงไม่อาจทำให้มันหลุดออกไปจากหัวใจตัวเอง หากยิ่งส่งผลทำให้หยั่งรากฝังลึกยิ่งขึ้น<br />
ชะตาชีวิตฉัน ทำให้ตนจำต้องเข้าไปเรียนในโรงเรียนเตรียมเกษตรศาสตร์แม่โจ้ ซึ่งช่วงนั้นยังมีสภาพเป็นป่า ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา และความสะดวกสบายเหมือนอย่างอยู่ในกรุง หากมีปัญหาไข้ป่าค่อนข้างรุนแรง ซ้ำเติมเพิ่มขึ้น<br />
แต่ความรู้สึกอันเป็นธรรมชาติที่อยู่ในหัวใจฉัน กลับมีความสุขมากที่สุด จนกระทั่งไม่คิดอยากกลับบ้านที่กรุงเทพฯ. หากใครถามใจฉันขณะนั้น คงมีเสียงบอกความจริงออกมาให้รู้ว่า มันเป็นสภาพชีวิตซึ่งมีรสมีชาติเข้าถึงหัวใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง<br />
หากมองเห็นความจริงจากอีกด้านหนึ่งได้ คงจะรู้ว่าเป็นเพราะชีวิตฉันมีวิญญาณความรักที่มุ่งลงสู่พื้นดิน อีกทั้งมีพลังในการต่อสู้ จึงทำให้รู้สึกท้าทายที่จะเผชิญความจริง แม้ไม่พูดออกมา แต่สังเกตได้จากแววตาซึ่งหลายคนมองว่าตนเป็นคนอ่อนโยน ร่วมกับอากัปกิริยาที่ยิ้มแย้มแจ่มใสกับทุกคนอย่างมีความสุขมาตลอด<br />
หลังผ่านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกมาแล้ว ฉันยังตัดสินใจหวนกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในสภาพเช่นนั้นอีกครั้งหนึ่ง และภายในส่วนลึกของหัวใจ ตนก็ไม่คิดจะกลับด้วยซ้ำ<br />
อยู่มาวันหนึ่ง ทางการก็นำเอาคำว่า “นักเกษตร” มาต่อท้ายชื่อฉัน โดยที่ตัวเองไม่เคยสนใจที่จะรู้ความจริงด้วยซ้ำไปว่า คำนี้มันหมายถึงอะไร และมีคุณค่าต่อการดำเนินชีวิตตัวเองยังไง<br />
ฉันมุ่งมั่นทำแต่งาน ชนิดที่นำวิญญาณความรักจากใจตนเองเข้าไปฝากไว้แทบทั้งหมด แม้บางครั้งอาจมีความจำเป็นจากภายนอกมากำหนดให้ตนต้องไปทำอย่างอื่น แต่ใจก็รู้ดีว่า สิ่งซึ่งตนไปทำ ก็เพื่อให้งานที่ตนรักมีโอกาสก้าวต่อไปได้โดยราบรื่น<br />
ในช่วงนั้น ชีวิตฉันเดินมาถึงจุดสะดุดแง่มุมจากการที่บุคคลผู้มีอำนาจและความร่ำรวย แม้เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ นำเอากล้วยไม้มาใช้เป็นเครื่องมือดูถูกเหยียดหยามคนอื่น ซึ่งมีสภาพชีวิตด้อยกว่าตน<br />
กับอีกด้านหนึ่ง สายตาจากคนทั่วไปก็มักมองว่า กล้วยไม้เป็นของเศรษฐี อีกทั้งเป็นสิ่งไร้สาระและความหมาย ทำฉันให้รู้สึกว่าทั้งสองด้านมันช่างพอดีกันเลย จึงทำให้วิญญาณการต่อสู้ของตน รู้สึกท้าทายที่จะนำเรื่องนี้มาลงมือทำ<br />
เธอรู้ไม๊ว่า ความมุ่งหมายที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจฉัน ฉันทำไปทำไม? ฉันขอสารภาพความจริงว่า ตนต้องการพิสูจน์ความจริงจากผลการทำโดยตัวเองให้ทุกคนรู้ได้ไงล่ะ<br />
ทั้งนี้และทั้งนั้น เนื่องจากนิสัยอันเป็นธรรมจากใจฉัน ไม่ชอบพูดโต้แย้งใคร โดยที่รู้ว่า การทะเลาะกันมันทำให้เกิดความทุกข์ แต่การปฏิบัติจากใจช่วยให้มีความสุขอย่างลึกซึ้ง ยิ่งขณะที่ทำ ฉันมอบทั้งใจและชีวิตอีกทั้งผลงานให้กับเพื่อนร่วมโลกทุกคน<br />
ฉันไม่เคยสนใจที่จะคิดเลยว่า ผลงานจากวิญญาณความรักซึ่งเกิดจากใจตัวเอง มันจะขยายขอบข่ายกระจายไปจนกระทั่งทั่วโลก คงคิดเสมอว่า ตนมุ่งมั่นทำเพราะมีความสุข<br />
เอาอีกแล้ว ทีนี้ไม่ว่าฉันจะไปทางไหน คนเริ่มเห็นว่า เป็น”นักกล้วยไม้” อีกแล้ว ภาพทรรศน์ดังกล่าว มันเปลี่ยนแปลงมาจากสิ่งซึ่งเคยมีมาแล้วในอดีตได้ยังไงกัน<br />
ช่วงหลังๆ ไม่ว่าฉันจะไปทางไหน แม้มีเรื่องอะไรเกี่ยวข้องกับชีวิตตัวเอง คนส่วนใหญ่มักดึงมาลงตรงที่เป็นนักกล้วยไม้ จนกระทั่งปลดออกสู่อิสระภาพได้ยากมากๆ<br />
ฉันได้รับความทุกข์ทรมานใจมานานมาก แต่การแสดงออกจากใจในช่วงหลังๆ ซึ่งสะท้อนภาพให้เห็นได้จากการยอมรับโดยคนหลายแง่มุม อีกทั้งลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งนี้และทั้งนั้นเนื่องจากมีผลเข้าถึงความจริงของชีวิตตัวเองอย่างลึกซึ้ง<br />
เอาอีกแล้ว! เริ่มต้นมีเสียงสะท้อนออกมาจากคนในสังคมว่า ฉันเป็นนักมนุษย์วิทยาที่เก่งกาจมาก มันทำให้ตนเกิดความสงสัยมากขึ้น แต่ก็ไม่มุ่งไปถามคนอื่น หากหวนกลับมาถามใจตัวเองว่า ฉันเป็นนักอะไรต่อมิอะไรหรือเปล่า?<br />
ยิ่งช่วงหลังๆ มักมีคนพูดถึงคำว่า นักวิชาการสายโน้นสายนั้น นักร้อง นักดนตรี จนถึงนักเขียน นักพูด จนกระทั่งทำให้ฉันรู้สึกว่า มีแต่นักอะไรต่อมิอะไรจนกระทั่งสังคมเต็มไปด้วยนัก แทบจะเดินชนกันตายเพราะคนต่างก็ยืนอยู่บนเครื่องประดับเพราะขาดการรู้ตัวเอง ตนจึงได้แต่ภาวนาว่า ขอให้รู้สึกตัวกันได้ว่าจริงๆแล้วแต่ละคนเป็นอะไรกันแน่<br />
อย่างไรก็ตาม มันทำให้ความรู้สึกจากใจฉัน มุ่งใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ในที่สุดวันหนึ่งคำตอบก็หลุดออกมาจากใจตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติว่า ฉันเป็นคน !<br />
ส่วนการเป็นนักอะไรต่อมิอะไร ซึ่งคนในอดีตนำมาใช้ขนานนามให้ฉัน มันไม่มีตัวตนอะไรทั้งนั้น จึงรู้ความจริงว่า สุดแต่อารมณ์คนซึ่งมีมากหน้าหลายตา จะว่ากันไปตามเรื่อง<br />
ตรงกับสิ่งที่ชนรุ่นก่อนเคยสอนลูกหลานไว้ว่า จงเป็นผู้ที่รู้ว่าอะไรเป็นเรื่องของเรา อะไรเป็นเรื่องของคนอื่น<br />
อย่างไรก็ตาม มันทำให้ฉันนึกถึงบุญคุณคนในอดีตซึ่งดำรงชีวิตอยู่บนพื้นฐานความหลากหลาย เสมือนธรรมชาติจากใจเขาเหล่านั้น เป็นครูช่วยสอนให้ชีวิตฉันผ่านมารู้มาเห็นถึงความจริง ณ จุดนี้ได้เองอย่างเป็นธรรมชาติ<br />
นอกจากนั้น หลังจากหวนกลับมาทบทวนตัวเอง ยังรู้ต่อไปอีกว่า ถ้าการดำเนินชีวิตขาดความซื่อสัตย์ต่อความจริงที่อยู่ในใจซึ่งรักษาไว้ได้อย่างมั่นคงแล้ว ตนก็คงไม่อาจหยั่งรู้ความจริงถึงจุดนี้ได้แน่นอน<br />
9 มิถุนายน 2545</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rapeesewana.com/?feed=rss2&amp;p=1</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
