บันทึกการใช้งานของฉัน
คุณจำรหัสผ่านไม่ได้? | ลงทะเบียน

 

ครูกับชีวิต

โดย ระพี สาคริก | วันพฤหัส, มกราคม 14th, 2010

ช่วงหลัง ๆ ภายในแวดวงของการจัดการศึกษา  ฉันได้ยินคนบ่นกันว่า  “ไม่ค่อยมีใครสนใจที่จะเรียนครู” คำปรารภดังกล่าวเป็นเรื่องน่าคิด
 ความจริงแล้วอาจเป็นเพราะเหตุว่า “ วิญญาณความเป็นครูมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคน  หาใช่เอาคนซึ่งธรรมชาติมีกิเลสมาจัดการสอนกันได้ไม่”
 ดังนั้นเมื่อวิญญาณความเป็นครูอันเป็นธรรมชาติของแต่และคนมาตั้งแต่เกิดมาผ่านการจัดการ  แล้วชีวิตความเป็นครูมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร  นอกจากสิ่งที่มีอยู่แล้วจะถูกทำลายไปโดยมนุษย์เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตัวเอง
 แล้วเราจะบ่นว่าคนไม่สนใจเรียนครูได้อย่างไร  ในเมื่อความคิดซึ่งเป็นพื้นฐานดังกล่าวมันสวนทางกันกับความจริง    ซึ่งแท้จริงแล้วคนที่เข้าไปอยู่ในกระบวนการจัดการนั่นแหละ  ความจะหวนกลับมาพิจารณาตัวเองมากกว่า?
 วันที่ ๑๖ มกราคมเป็นวันครู ทุกๆปีที่ผ่านมาก็มีวันนี้เป็นวันครบรอบซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้าจะถามว่า “ครูคือ ใคร?” ความหลากหลายของมนุษย์ก็คงจะได้คำตอบที่หลากหลายด้วยเช่นกัน
 ไม่เพียงเท่านั้น การเรียนรู้จากความหลากหลายของคน ก็เป็นวิถีทางที่มุ่งไปสู่การรู้ธรรมชาติที่อยู่ในใจคนได้อย่างลึกซึ้ง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การรู้ธรรมะนั่นเอง
 หลายครั้งหลายหนที่มีคนเข้ามาพบฉันแล้วปรารภว่า “ท่านอาจารย์ใจเย็นเพราะอยู่กับต้นไม้” หลังจากรับฟังแล้วก็ทำให้รู้สึก “หายใจไม่ทั่วท้อง” ทั้งนี้เนื่องจากเกิดความรู้สึกที่คิดอยู่ในใจตัวเองว่า เหตุใดคนส่วนใหญ่จึงมองเห็นได้แค่นั้น
 เงื่อนไขดังกล่าวนี่แหละที่เป็นส่วนหนึ่งของแรงกระตุ้นทำให้ฉันหันมาสนใจค้นหาความจริงเกี่ยวกับการจัดการศึกษาที่เป็นมาแล้วในสังคมไทย แต่ฉันก็เป็นคนที่มีนิสัยทำอะไรทำจริงโดยไม่ยอมท้อถอยง่าย ๆ เพราะฉะนั้นยิ่งคิดถึงปัญหาที่แฝงอยู่ในวิถีการเรียนรู้ก็ยิ่งทำให้ความคิดหยั่งรากลงลึกยิ่งขึ้นทุกขณะ อย่างที่เรียกกันว่า “กัดไม่ยอมปล่อย”
อนึ่ง ยังมีอีกหลายเรื่องที่คนส่วนใหญ่ในสังคมมักสะท้อนความคิดที่ไม่ลงไปถึงรากเหง้าของตัวเอง เมื่อไม่ลงไปถึงรากเหง้าก็คิดได้แต่เพียง “ปลายเหตุ” ยัง  ยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น เพราะมันเกิดคำถามติดตามมาอีกว่า “แล้วต้นเหตุละ มันอยู่ที่ไหน? ใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายของสังคมแบบนี้”
 “ถ้าฉันจะถามทุกคนว่า ครูกับศิษย์นั้นมีอะไรที่อยู่ในกระแสการเชื่อมโยงถึงกัน?” เดี๋ยวก่อนเธออย่าเพิ่งตอบว่าครูกับศิษย์คือกระบวนการสอนหนังสืออยู่ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เพราะถ้าความจริงมันเป็นอย่างนั้นแล้ว ครูก็จะยืนอยู่บนหัวศิษย์ลูกเดียว แถมหลังออกมาจากห้องเรียนแล้ว ยิ่งเป็นคนมีปริญญาสูง ๆ ก็ยังไม่วายทำตัวอยู่เหนือลูกศิษย์โดยคิดว่า ตนเป็นคนรู้ดีกว่าศิษย์อยู่เสมอ
 หากฉันจะพูดว่าถ้าเธอคิดเช่นนั้นก็คงเป็นส่วนหนึ่งซึ่งทำลายผู้อื่นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สิ่งนี้แหละคือเหตุและผลที่ฉันได้รับทุนจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ให้ไปเรียนต่อเพื่อเอาปริญญาเอกในสหรัฐอเมริกาแล้วไม่ยอมไป
กลยุทธ์ในการปฏิบัติตัวที่ฉันใช้อยู่ในขณะนั้นก็คือ ปล่อยให้เขามาสัมภาษณ์แล้วตัดสินใจให้ทุนแก่ฉันเสียก่อน หลังจากนั้นจึงปฏิเสธการรับทุน สิ่งนี้เองมันมีความหมายที่พิสูจน์ตัวเองถึงความจริงที่อยู่ในใจฉัน ซึ่งมันไม่ใช่เพียงแค่การพูดจากปากว่าไม่ต้องการไปเท่านั้น
ฉันขออนุญาตนำเอาร้อยกรองที่ชี้ให้เห็นถึงสัจธรรมของสังคมซึ่งผู้มีคุณธรรมในอดีตได้ลิขิตเอาไว้ว่า
  คนเห็นคนเป็นคน  นั่นแหละคน  
  คนเห็นคนใช่คน   ใช่คนไม่
  กำเนิดคนย่อมเป็นคน ทุกคนไป
จะแตกต่างกันได้   แต่ชั่วดี
ร้อยกกรองบทนี้หาใช่หมายถึงการตีเสมอระหว่างศิษย์กับครูไม่ แต่เป็นสัจธรรมซึ่งทุกคนไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ควรจะมีอยู่ในจิตใต้สำนึก ทั้งนี้เนื่องจาก “ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีทั้งด้านนอกและด้านใน” ด้านนอกเราก็คงต้องปฏิบัติตามประเพณีนิยมอันเป็นธรรมชาติของสังคม แต่สิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกก็ควรจะเน้นความสำคัญตามที่ร้อยกรองบทนี้ได้บันทึกเอาไว้
สรุปแล้ว “ทั้งครูและศิษย์ควรจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างเป็นธรรมชาติ” ขณะนี้ฉันมีอายุย่างเข้า ๘๗ ปีแล้ว แต่เพราะการปฏิบัติตัวของฉันมันสอดคล้องกันกับร้อยกรองบทนี้ จึงทำให้บรรดาศิษย์และคนทั่วไปจำนวนไม่น้อยเรียกฉันว่า “คุณพ่อ” อย่างสนิทใจ
แต่ฉันก็ต้องขออภัยที่นำเอาสิ่งนี้มาเขียนซึ่งอาจทำให้บางคนเข้าใจว่าเป็นการอวดตัว แต่จริง ๆ แล้วฉันมีเจตนาที่จะนำเอาสัจธรรมที่ได้ปฏิบัติมาแล้วมาเสนอให้ทุกคนพิจารณามากกว่า ส่วนภายในจิตใจฉันเองก็ยังนำมาปฏิบัติต่อทุกคน แม้แต่บรรดาศิษย์และเยาวชนคนทั่วไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันแม้ครูคนนี้ไม่ได้สอนลูกศิษย์ในห้องเรียนก็มีหลายคนเรียกฉันว่า “คุณปู่” ด้วยความเคารพรักและศรัทธรา
ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้ในปัจจุบัน ฉันมีความพอใจที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างอิสระโดยไม่นึกถึงการมีตำแหน่งและอำนาจ หากมุ่งมั่นทำงานลงสู่พื้นดินอย่างมีความสุขเพื่อคืนประโยชน์สุขให้กับคนระดับล่างซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคม
หวนกลับไปนึกถึงสิ่งซึ่งฉันเขียนไว้ในอดีตอีกเรื่องหนึ่งภายใต้หัวข้อชื่อว่า “ถ้าไม่รู้ว่าคนในชุมชนมีความแตกต่างกันก็ย่อมเข้าไม่ถึงความจริงที่ยอมรับได้ว่า คนเราเหมือนกัน” สิ่งนี้ควรจะได้จากการปฏิบัติซึ่งถือความจริงที่อยู่ในใจตนเองเป็นพื้นฐาน
ระหว่างที่ฉันเป็นผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา มีบรรดาศิษย์ที่สนใจเรียนรู้เข้ามาขอพักอาศัยอยู่ในบ้าน บางครั้งทั้งหญิงชายกว่า๗-๘ คนก็มี ฉันเคยพูดว่า “ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบต่อเยาวชนคนรุ่นหลังจริง เขาเหล่านี้ควรจะเป็นครูของฉัน” เพราะเหตุใดหรือ ก็เพราะว่าสภาพดังกล่าวช่วยให้ฉันไม่ปฏิบัติในสิ่งที่ไม่สมควรจะทำโดยที่รู้อยู่เสมอว่า ถ้าฉันทำตัวเสียหาย ความเสียหายดังกล่าวมันจะไปถึงเขาด้วย นี่แหละที่ฉันไม่คิดค่าใช้จ่ายที่เป็นทรัพย์สินเงินทองและรูปวัตถุจากเยาวชนเหล่านั้น เนื่องจากฉันได้รับการสอนที่มีคุณค่าจากเขาเหล่านั้นเหนือกว่าทรัพย์สินเงินทองหรือรูปวัตถุใด ๆทั้งสิ้น
ฉันนำเรื่องนี้มาคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ในที่สุดก็ตัดสินใจนำเอาสัจธรรมดังกล่าวมาพูดมาเขียนในที่ต่าง ๆ ว่า “ถ้าครูคนไหนยังไม่รู้สึกว่าลูกศิษย์เป็นครูตัวเอง วิญญาณความเป็นครูก็ยังไม่เกิด”เพราะฉะนั้นวันครูจึงไม่ควรจะถือว่าเพียงวันที่๑๖ มกราคม เท่านั้น
ฉันได้เห็นหลายคนนั่งสมาธิโดยกำหนดลมหายใจเข้าออก แต่ถ้าจะถามว่าการกำหนดลมหายใจมันได้อะไรขึ้นมา คำตอบที่ค้นหาได้นั้น ถ้าเธอยังไม่ลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง สิ่งนั้นก็คือ “เธอควรปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งนำไปสู่วิถีทางที่สร้างสรรค์ทุกลมหายใจเข้าออกแม้แต่การคิดอยู่ในใจว่า ฉันจะปฏิบัติตัวให้เป็นครูที่ดี(ทุกลมหายใจ)”
สิ่งนี้หรือมิใช่ที่สอนให้รู้ว่าไม่ว่าจะเป็นวันครูหรือวันอะไรก็แล้วแต่ทุกอย่างมันก็เหมือนกันหมด เพราะมันก็เกิดจากการปฏิบัติของตัวเองอย่างมุ่งมั่น
ฉันนึกถึงเพลงพระราชนิพนธ์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ปรากฏอยู่ในเนื้อเพลง “ความฝันอันสูงสุด” ที่ว่า “จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด” ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือการปฏิบัติที่แน่วแน่อยู่กับทุกลมหายใจ
ดังนั้นการฝึกสมาธิ ฝึกที่ไหนก็ได้และฝึกในขณะปฏิบัติอะไรก็ได้เช่นกัน โดยไม่ยึดติดอยู่แค่รูปแบบ ถ้าไปยึดติดอยู่กับมัน สิ่งที่นำมาแอบอ้างนา ๆ ประการมันก็จะตามมาอย่างปฏิเสธได้อยาก
ฉันรำลึกถึงกระแสพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันในขณะที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อรับพระราชทาน “เหรียญดุษฏีมาลาเข็มศิลปวิทยา” ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดทางวิชาการ ในขณะที่ฉันมีอายุประมาณได้ ๔๕ปี พระองค์ท่านทรงประทับอยู่บนพระแท่น หลังจากพระราชทานแล้วก็ทรงพระดำเนินจากพระแท่นมาประทับยืนอยู่ตรงหน้า แล้วรับสั่งเพียงสั้นๆแต่มีความหมายอย่างลึกซึ้งว่า “ทำอะไรก็ได้ถ้ารักที่จะทำและทำให้ดีที่สุด”
ครูของแผ่นดิน ที่รายการ คนค้นคน ได้เข้ามาหาและถ่ายทำเป็นรายการโทรทัศน์ สิ่งนี้เองควรจะหมายถึงวิญญาณความเป็นครูที่หยั่งรากลงสู่พื้นดินอันเป็นถิ่นเกิดของคนไทยอย่างลึกซึ้งให้เป็นแบบอย่างแก่ชนรุ่นหลัง
นอกจากนั้น ฉันได้เขียนบทความเอาไว้อีกเรื่องหนึ่งภายใต้ชื่อว่า “มหาวิทยาลัยของแผ่นดิน” เรื่องนี้สอนอะไรแก่ผู้อ่านรวมทั้งตัวฉันเอง เพราะในขณะที่เขียนเรื่องใดก็ตามฉันมองเห็นโอกาสที่จะอ่านความจริงซึ่งอยู่ในใจตนเองเพื่อนำออกมาเขียน จึงมีบทความอีกเรื่องหนึ่งติดตามออกมาด้วย ชื่อบทความนั้นก็คือ “ตำราเล่มนี้มีวิญญาณ” ในขณะที่ฉันได้รับเชิญให้ไปปาฐกถาในที่ต่าง ๆ ฉันเคยพูดว่า “ผมพกเอาตำราเล่มใหญ่มาด้วย” ไม่เพียงเท่านั้นตนยังพูดต่อไปอีกว่า “ตำราเล่มนี้ผู้ที่สนใจปฏิบัติจากความจริงซึ่งอยู่ในใจเท่านั้นที่จะอ่านได้” ถ้าอยู่อย่างประมาทก็คงมองไม่เห็น
เดี๋ยวก่อน ถ้าเธอคิดไม่ออกฉันก็จะบอกให้ว่า “ตำราเล่มนี้ คนที่มีตาทิพย์เท่านั้นถึงจะอ่านได้” ตาทิพย์ในที่นี้หมายถึงปัญญา เนื่องจากตำราดังกล่าวมันไม่ใช่วัตถุ เพราะฉะนั้นถ้าใครนำปฏิบัติจากความจริงที่อยู่ในใจตนเองมาโดยตลอด บุคคลผู้นั้นนั่นแหละที่จะเปิดตำราเล่มนี้ออกมาอ่านได้ไม่ยาก
ทุกวันนี้ในสถาบันการศึกษาต่างๆ มักมีคนพูดกันว่า “สาขาครูมักไม่ค่อยมีคนสนใจเรียน” ก็แน่ละซิ เพราะคนส่วนใหญ่มีรากฐานจิตใจที่ไม่เข็มแข็งเพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถล้วงลึกถึงความจริงที่อยู่ในใจตนเองเพื่อนำออกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้องตามเป้าหมายที่พึงประสงค์
แล้วเธอรู้ไหมว่ามันมีอะไรติดตามมาอย่างเป็นธรรมชาติทำให้สังคมไทยได้รับความเสียอย่างหนัก สิ่งนั้นก็คือ คอรัปชั่นซึ่งกำลังเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่ในขณะนี้ ทำให้บ้านเมืองเกิดความแปลกแยกกว้างขวางมากขึ้น วิญญาณความเป็นครูซึ่งธรรมชาติได้มอบมาให้แก่ชีวิตตัวเองมันก็สูญสลายไปด้วย นี่แหละสิ่งที่ฉันกล่าวมาแล้วทั้งหมดจากคำว่า “ครู” ตัวเดียวก็สานถึงเหตุและผลไปถึงได้ทุกเรื่อง

     ๑๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑

ใส่ความเห็น