บันทึกการใช้งานของฉัน
คุณจำรหัสผ่านไม่ได้? | ลงทะเบียน

 

การศึกษา กับการจัดการของมนุษย์ผู้มีกิเลส

โดย ระพี สาคริก | วันอังคาร, มกราคม 12th, 2010

 

เธอที่รักทุกคน ถ้าฉันจะถามเธอว่า คนที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนรวมทั้งมหาวิทยาลัยนั้นมีการศึกษาหรือเปล่า ?  สิ่งแรกฉันอยากขอให้เธอซึ่งธรรมชาติได้ให้สมองเอาไว้แล้วเพื่อนำไปใช้คิดค้นหาความจริงให้ถึงที่สุด ถ้าเธอมีรากฐานจิตใจที่อิสระก็ควรจะรู้ได้เองว่า คำตอบจากคำถามที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น ถ้าเธอเป็นฉันก็คงตอบอย่างมั่นใจได้ว่า มีอย่างแน่นอน
 ขอโทษทีนะ ถ้าเธอตอบว่าไม่มี ก็ไม่ควรที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นมนุษย์ เพราะเหตุใดหรือ คำตอบก็คือเพราะเหตุว่าเธอเป็นมีนิสัยชอบดูถูกคนที่เขาใช้ชีวิตอยู่กับพื้นดิน
 ความจริงแล้วบุคคลลักษณะเช่นนั้นยังมีความรู้มากเสียกว่าพวกเธอซึ่งนิยมเข้าไปเรียนอยู่ในโรงเรียนรวมทั้งมหาวิทยาลัย ยิ่งได้ปริญญาสูงๆ ก็ยิ่งขาดคุณสมบัติตามที่ฉันได้กล่าวมาแล้ว นี่แหละ ที่มันมีแรงบันดาลใจทำให้ฉันต้องเขียนบทความเรื่อง “ฉันไม่ชอบขึ้นสู่ที่สูง” เพื่อฝากแง่คิดที่ดีๆ เอาไว้ให้เธอได้อ่านกัน
 ฉันเคยพูดย้ำอยู่เสมอว่า ตัวเองมองภาพรวมของสังคมครั้งใดก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่า คนไทยเดี๋ยวนี้หลังจากขึ้นไปอยู่บนเรือนแล้ว กลับหวนลงมาตัดเสาเรือนของตัวเองทิ้ง อย่างปราศจากสติสัมปชัญญะ เช่นที่คนสมัยก่อนเคยพูดเตือนสติลูกหลานเอาไว้ว่า “อย่าขึ้นไปอยู่บนเรือนแล้วถ่ายรดหลังคา” ซึ่งหมายความว่าคนลักษณะนี้มีนิสัยอกตัญญูแทนที่จะสำนึกได้ถึงบุญคุณของสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชีวิตตัวเอง
 อนึ่ง โครงสร้างการจัดการศึกษาของมนุษย์นั้น มันเป็นรูปเจดีย์ที่มียอดแหลมชี้ขึ้นข้างบนจริงหรือเปล่า  ? 
 บัดนี้ ฉันมีอายุผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้ ๘๗ ปีกว่าแล้ว ประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้ฉันซึ่งเป็นผู้ที่มีนิสัยตื่นอยู่เสมอ มีโอกาสลองผิดลองถูกมาตลอดโดยไม่ประมาท ถ้าหวนกลับไปนึกถึงช่วงที่ตนยังมีอายุได้เพียง ๒๐ ปี ซึ่งช่วงนั้นฉันได้มาเข้าเรียนต่ออยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน
 ฉันยังจำได้ดีจนถึงบัดนี้ว่า มีครูคนหนึ่งเท่าที่ทราบครูคนนี้จบมาจากสหรัฐอเมริกาและเป็นครูที่ลูกศิษย์ลูกหาหลายคนเคารพนับถือ  แทบทุกครั้งที่ท่านผู้นี้ได้ก้าวเข้ามาอยู่ในชั้นเรียนเพื่อสอนวิชาพฤกษศาสตร์ ท่านมักจะกล่าวย้ำให้นักเรียนได้ตระหนักอยู่เสมอว่า “การจัดการศึกษานั้น ช่วงแรกจะต้องรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง  ต่อไปควรรู้อย่างเดียว” พูดแล้วก็ยกนิ้วชี้มือขวาขึ้นมาชูคล้ายจะบอกอะไรสักอย่าง ถ้าเดาใจออกครูคนนี้ทำท่าทำทางคล้ายจะยัดเยียดให้นักเรียนในชั้นเชื่อว่า สิ่งที่ท่านได้กล่าวมานั้น มันเป็นความจริงอย่างแน่นอนที่สุด
 ในช่วงนั้น ทีแรกหลังจากรับฟังแล้วก็ทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่าครูคนนี้คงจะไปยึดติดเอารูปแบบซึ่งเป็นเพียงเปลือกนอกของการจัดการศึกษาที่ฝรั่งนำมาถ่ายทอด
 แล้วเราไม่เฉลียวใจหรือว่าคนชาติอื่นที่ไม่ได้เกิดบนแผ่นดินไทยเขาจะมีความรักความจริงใจต่อเราจริงหรือเปล่า
 มันทำให้ฉันนึกถึงร้อยกรองบทหนึ่งซึ่งคนโบราณเคยนำมาเขียนมาพูดฝากเอาไว้แก่ชนรุ่นหลังว่า
 ชาติใดไร้รักสมัครสมาน
 จะทำการสิ่งใดย่อมไร้ผล
 หากชาติย่อยยับอับจน
 คนจะสุขอยู่ได้อย่างไร
 ฉันรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้เนื่องจากไม่ว่าจะมีโอกาสประกอบพิธีกรรมอันใด พระองค์ท่านก็จะรับสั่งแก่พสกนิกรของพระองค์ด้วยความรักความห่วงใยอยู่เสมอว่า “ขอให้มีความรักความสามัคคีกันเข้าไว้”
 น้ำพระสุรเสียงดังกล่าวยังก้องอยู่ในหูของฉันมาตลอด
 สิ่งที่ฉันจะนำมากล่าวในโอกาสนี้ก็คือ “แผ่นดินถิ่นเกิดของมนุษย์นั้นมีความสำคัญไฉน?” แท้จริงแล้วควรจะถือเป็นสัจธรรมในโอกาสที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามซึ่งเกิดบนผืนแผ่นดินเดียวกัน ควรจะมีความรักความซื่อสัตย์ต่อกันและกันเป็นสื่อธรรมชาติ
 เพราะฉะนั้น คนที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ใครเลยจะนำเอาข้อมูลซึ่งเป็นต้นเหตุของการพัฒนาตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกออกมาสาทะยายให้คนชาติอื่นได้รู้แจ้งเห็นจริง นอกจากนำเอาผลสำเร็จรูปออกมาบอกเล่าเก้าสิบอย่างที่เรียกกันว่า “ทั้งดุ้น” ถ้าใครหลงเชื่อก็ทำให้ยึดติดเข้าไปเต็มเปาแล้วก็คาบกลับมาคายบนแผ่นดินของเราเอง มันถึงได้ทำให้บ้านเมืองของไทยเต็มไปด้วยกองขยะ จนกระทั่งล้างทำความสะอาดได้ยากเต็มที
 ฉันถึงพูดอยู่เสมอว่า “มีความรู้นั้นไม่พอ ควรจะต้องรู้เท่าทันและมีความรอบรู้อย่างสำคัญด้วย” ไม่เช่นนั้นแล้วเราก็คงเอาตัวรอดได้ยาก แล้วในที่สุดคนไทยก็จะหันมาฆ่าฟันกันเอง เรื่องนี้ฉันพูดไว้นานพอสมควรแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็อย่าเพิ่งเชื่อฉันจนกว่าจะรอคอยติดตามการเปลี่ยนแปลงที่มันจะมาถึงในอนาคต
 หวนกลับไปพิจารณาบทบาทของครูคนนั้นกันต่อไปอีก ในช่วงนั้น ทีแรกหลังจากรับฟังท่านสาทะยายถึงบทบาทภายใต้แนวคิดแบบฝรั่งแล้ว มันทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่าครูคนนี้คงจะไปยึดติดเอารูปแบบของการจัดการศึกษาซึ่งเป็นผลสำเร็จรูปมาจากเมืองฝรั่ง ถึงได้มองเห็นแต่เพียงเปลือกนอกเท่านั้น
 แต่ฉันก็เป็นคนไม่เชื่อใครง่ายๆ เนื่องจากมีรากฐานจิตใจที่อิสระมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย จึงมีความมั่นคงเข้มแข็งอยู่กับเหตุและผลอย่างชัดเจนมาตลอด แต่พฤติกรรมของฝรั่งซึ่งคนไทยทั่วไปมักมองไม่ถึงแล้วก็ขาดการณ์รู้เท่าทันจึงไปคว้าเอาภาพที่มันสำเร็จรูปแล้วกลับมาทั้งดุ้น อนึ่ง จิตวิทยาอันเป็นธรรมชาติของคนทั่วไปนั้นถ้าขึ้นไปยึดติดอยู่กับรูปแบบของอยู่ติด กับศาสตร์สาขาใดสาขาหนึ่งแล้ว ก็มักไม่สามารถที่จะปลดภาวะยึดติดออกมาสู่อิสรภาพซึ่งทำให้มีสติปัญญาเห็นแสงสว่างได้ง่าย
 ไม่เพียงเท่านั้นหลังจากนั้นมาแล้ว ประสบการณ์ชีวิตจากรากฐานจิตใจที่ยึดติดเข้าไปแล้ว มันก็ยากที่จะปลดปล่อยจากกิ่งแขนงลงมาสู่พื้นดิน ประเด็นนี้เราถึงได้พูดกันว่า เป็นรากฐานจิตใจที่ขาดความเข้มแข็งจนกกระทั่งไม่สามารถที่จะปลดตัวเอง เพราะฉะนั้น ภาวะยึดติดรูปแบบจึงเป็นปัญหาใหญ่ของการจัดการศึกษาซึ่งทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมาย
  ฉันเคยพูดอยู่เสมอว่า ชีวิตคนเราไม่ได้มีแต่ร่างกายหากมีจิตวิญญาณที่ถือความจริงเป็นพื้นฐาน ส่วนร่างกายนั้นเป็นเพียงบ้านที่อยู่อาศัยของจิตวิญญาณเท่านั้น ดังนั้นจิตใจคนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
 อนึ่ง ภาพที่ครูคนนั้นได้นำมากล่าวย้ำแล้วย้ำอีกแทบทุกครั้งที่เข้ามาสอนในชั้นมันน่าจะเป็นภาพในด้านวัตถุ ส่วนในด้านจิตใจควรจะอยู่ตรงกันข้ามกับภาพดังกล่าว
 อนึ่ง ภาพที่ได้กล่าวมาแล้วถ้ามียอดแหลมที่ชี้ลงด้านล่าง ก็ควรจะหมายถึงจิตใจที่มีเพียงหนึ่งเดียว ถ้าเริ่มจากตรงนี้ขึ้นไปย่อมสามารถเรียนรู้ถึงเหตุและผลจากทุกสิ่งทุกอย่างได้ทุกแง่มุม ภาพนี้เองถ้าจะนำมาเขียนในเชิงปรัชญาก็ควรจะหมายความว่า การเรียนรู้ของมนุษย์ที่นำไปสู่สติปัญญานั้น ควรจะเริ่มต้นจากจิตวิญญาณที่ให้ความรักความซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินถิ่นเกิดโดยมีกาลเวลาเป็นโอกาส ครั้นกาลเวลาผ่านพ้นไปถ้ามีรากฐานจิตใจอิสระจริงก็คงสามารถเชื่อมโยงเหตุและผลไปสู่ปรากฏการณ์ได้อย่างหลากหลาย
 อนึ่ง การนำไปปฏิบัติโดยร่างกายตัวเองไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนก็ตาม แม้แต่เริ่มต้นจากศาสตร์สาขาเดียวไปก่อน ย่อมหมายความว่า เป็นการเริ่มต้นที่ศูนย์รวมหรือที่รากฐานของศาสตร์ทุกสาขา ถ้ารากฐานจิตใจมีอิสระจริง การมุ่งมั่นปฏิบัติก็ควรจะนำวิถีทางไปสู่การรู้ความจริงได้ถึงศาสตร์ทุกสาขา
 สัจธรรมที่ได้กล่าวมาแล้วนี้เอง ถ้าจะให้ตีความก็ควรมองให้เห็นถึงภาพรวมในการเรียนรู้ของมนุษย์จากผลงานในด้านศิลปะ ซึ่งมีการนำเอาความรักในเพื่อนมนุษย์เข้าไปสวมใส่เอาไว้ในโอกาสนั้นๆ
 สิ่งที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ถ้าจะมองให้เห็นภาพที่เป็นองค์รวมของทั้งสองด้าน ซึ่งหมายถึงด้านที่เป็นวัตถุร่วมกับด้านที่เป็นจิตวิญญาณตัวเอง ดังนั้น จึงพอจะสรุปได้ว่า ถ้าจะมองให้เห็นโครงสร้างการจัดการศึกษาที่สมบูรณ์แบบซึ่งควรมีทั้งสองด้านร่วมกัน
 เราอาจสรุปได้ว่า ด้านหนึ่งซึ่งหมายถึงด้านนอก ผู้ที่สนใจเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ควรจะเห็นได้ว่ามันเป็นด้านที่มีลักษณะเสมือนรูปเจดีย์ที่ชี้เอาปลายขึ้น สะท้อนให้เห็นส่วนปลายที่แหลมและตั้งขึ้นด้านบนซึ่งหมายถึงภาพรวมของด้านที่เป็นรูปวัตถุ ส่วนอีกภาพหนึ่งซึ่งเป็นภาพเชิงซ้อนที่มองในด้านจิตใจกับการเรียนรู้ของมนุษย์ ซึ่งด้านนี้แหละที่ควรจะมองเห็นเป็นรูปเจดีย์ปลายแหลม แต่เป็นปลายแหลมที่ชี้ลงสู่ด้านล่าง ถ้าหากใครก็ตามที่มองเห็นภาพดังกล่าวได้ทั้งสองด้านโดยเฉพาะด้านที่ปลายแหลมชี้ลงข้างล่างซึ่งใช้เป็นพื้นฐานของอีกด้านหนึ่งแล้วเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง บุคคลผู้นั้นควรได้ชื่อว่ามีผลการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ครบถ้วน
 ฉันนึกถึงเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ตนมีอายุได้ประมาณ ๒๕ ปี ซึ่งขณะนั้นฉันยังทำงานอยู่ที่สถานีทดลองแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพสิ่งแวดล้อมที่นั่นยังเป็นป่า แม้กระทั่งไฟฟ้าและน้ำประปาก็ยังไม่มีใช้ แถมยังมีไข้ป่าชุกชุมอีกด้วย
 ทั้งนี้เนื่องจากฉันเป็นคนรักอิสรภาพ เมื่อสมัครใจไปอยู่ที่นั่นแล้วอะไรที่ทำไม่ได้ก็คิดค้นคว้าด้วยตนเองจนกระทั่งสามารถเรียนรู้ได้เองอย่างลึกซึ้งโดยไม่ต้องมีใครสอน ซึ่งวิธีการเรียนรู้แบบนี้มันทำให้สามารถรู้ถึงความจริงได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าการเรียนในชั้นเรียน ทั้งนี้เพราะสภาพการเรียนดังกล่าวมันอยู่บนพื้นฐานของดวงวิญญาณตัวเองที่มีความรักความสนใจอยู่บนพื้นฐานของอิสรภาพทำให้สามารถศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมีความสุข 
 สิ่งดังกล่าวมันเป็นความสุขของคนที่อยากรู้อยากเห็นและคิดถึงความเป็นไปได้ของทุกๆเรื่องที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองอันควรภูมิใจ
 ฉันจึงเป็นผู้ที่นำเอาวิชาสถิติพยากรณ์มาใช้ในการค้นคว้าวิจัยการเกษตรเป็นคนแรกของเมืองไทย ซึ่งใครๆก็มักพูดกันว่าวิชานี้มันยากแสนยาก
 นอกจากนั้นหลังจากถูกสั่งย้ายให้เข้ามาประจำที่กรุงเทพฯ และต่อมาก็ได้มีการจัดตั้งกรมการข้าว ฉันก็ได้เปิดสอนวิชาข้าวพืชสำคัญของเมืองไทยขึ้นมาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สิ่งที่ติดตามมาก็คือการเปิดสอนวิชาคัดตรวจคุณภาพข้าว ซึ่งเป็นของใหม่สำหรับคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉันได้กล่าวย้ำถึงอิสรภาพรวมทั้งเกียรติประวัติของชีวิตชาวนาที่ควรจะซื่อสัตย์ต่อทุกคน โดยเฉพาะพ่อค้าซื้อข้าวขายข้าวซึ่งควรมีความซื่อสัตย์ต่อชาวนาชาวไร่ในการกำหนดราคาข้าวร่วมด้วย
 สิ่งนี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันเริ่มหันมาสนใจเรื่องการพัฒนาชนบท ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้จริยธรรมและคุณธรรมเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ
 ถ้าเป็นคนที่สมควรจะเรียกได้ว่า มีการศึกษาก็ควรจะมีความรักในเพื่อนมนุษย์และซื่อสัตย์สุจริตต่อทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นความสำคัญที่คนระดับล่าง หาใช่ว่าผ่านการจัดการศึกษาระดับสูงๆมาแล้วจะถูกเรียกว่าเป็นคนมีการศึกษาไม่
 ดังจะเห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติได้ว่า แม้กระทั่งเมื่อตัวเองมีอายุย่างเข้า ๘๗ ปีแล้ว แต่ฉันก็ยังทำงานโดยใช้ชีวิตที่ลงไปร่วมทุกข์ร่วมสุขอยู่กับชาวบ้านในชนบทอย่างมีความสุข
 นี่แหละเธอที่รัก มันตรงกันกับสิ่งที่คนโบราณได้เคยกล่าวฝากเอาไว้ว่า คนที่ทำงานลงสู่พื้นดินโดยมีรากฐานจิตใจที่ให้ความรักแก่คนชนบท ร่วมกับแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเอง ย่อมมีสติปัญญาแตกฉาน ติดตามมาด้วย
 สิ่งนี้เองที่มีเหตุมีผลทำให้ฉันไม่ต้องการไปศึกษาต่อเพื่อเอาปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกา ที่เข้าสู่ระบบการจัดการศึกษาของฝรั่ง แม้ว่าทุนที่ได้รับ ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าให้ไปศึกษารวดเดียวได้ปริญญาเอกเลย แต่ฉันก็ไม่ยอมไป เพราะมีเหตุผลสืบเนื่องมาจากสิ่งใดก็สุดแล้วแต่ซึ่งฉันไม่ได้ชี้แจงให้ใครๆทราบในขณะนั้น แต่ฉันมีรากฐานจิตใจที่เป็นไทแก่ตัวเอง ทำให้ไม่รู้สึกศรัทธากับสิ่งใดก็ตามที่มันไม่ใช่อยู่บนรากฐานของคนไทย
 สิ่งนี้แหละ ทุนที่ฉันได้รับครั้งนั้น เป็นทุนของมูลนิธิร็อกกี้ เฟลเลอร์ ซึ่งนักวิชาการหลายๆ คนอยากได้ เพราะเหตุว่า สิ่งแรกทุนนี้ได้ยากมาก ส่วนประเด็นที่สอง ถ้าใครได้รับก็จะได้เงินมาก แม้มีภรรยาเขาก็จะจ่ายให้ภรรยาด้วย
 แถมยังมีเงื่อนไขต่อไปอีกว่า การไปศึกษาต่อตามสภาพเงื่อนไขดังกล่าว เขาจะให้ทุนจนกระทั่งจบปริญญาเอกได้ดอกเตอร์กลับมา
 อาจมีคนสงสัยถามฉันว่า “เหตุใดฉันถึงไม่ต้องการทุนนี้ ทั้งๆ ที่นักวิชาการคนอื่นเขาอยากได้กันจนแทบจะตัวสั่น” นี่แหละเธอที่รัก
 เหตุใด ฉันถึงไม่ต้องการทุนนี้ โดยทั่วไปแล้วถ้าใครมาถามฉันก็คงเฉลยคำตอบให้เพียงประโยคเดียวเท่านั้นว่า “เป็นเพราะเหตุใดก็สุดแล้วแต่ แต่ฉันมีบททดสอบอยู่บทหนึ่ง ถ้าฉันจะถามเธอบ้างหละว่า เหตุใดเธอทั้งหลายจึงอยากได้ทุนนี้กันนักกันหนา”
 ถ้าจะให้ฉันตอบคำถามดังกล่าว ตนก็อยากถามกลับไปอีกว่า เธอเคยพบเห็นภาพเขียนฝาผนังโบสถ์หลายต่อหลายแห่งที่ดูแล้วรู้สึกสงสัยว่าเป็นเพราะเหตุใด ภาพเขียนดังกล่าวมันถึงปรากฏออกมาแบบนั้น
 ภาพนั้นก็คือ ภาพของสมเด็จพระมารดา หลังจากพระพุทธองค์ได้ประสูติออกมาแล้ว ปรากฏว่าทรงพระดำเนินได้เลย แถมยังมี ดอกบัวหลวงรองรับพระบาทอยู่อีกถึง ๗ ดอก ถ้าฉันจะถามว่าเธอเชื่อหรือเปล่า?
 คำตอบจากคำถามที่ได้กล่าวมาแล้ว ถ้าเธอตอบได้อย่างสอดคล้องกันกับเหตุและผล ฉันจะเชื่อว่าถึงเธอไม่ได้ไปศึกษาปริญญาเอกที่เมืองฝรั่ง เธอก็อาจได้ความรู้รวมทั้งความรอบรู้เหนือคนที่ได้ปริญญาเอกด้วยซ้ำไป
 สิ่งนี้หรือมิใช่ คือบททดสอบที่ฉันจะขอมอบให้เธอนำไปพิจารณาคิดค้นหาเหตุผลด้วยตัวเธอเอง เธออย่าท้อนะ เพียงแค่นี้แล้วท้อถอย คงไม่ต้องพูดอะไรกันต่อไปอีก
 สรุปแล้วการศึกษาหาความรู้เป็นธรรมชาติซึ่งทุกคนมีมาตั้งแต่เกิด ดังนั้น เมื่อมนุษย์ผู้มีกิเลสไม่ว่ามากหรือน้อยนำมาจัดการก็เพราะเหตุว่าต้องการใช้มนุษย์เป็นเครื่องมือหาผลปะโยชน์ให้กับคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าคนกลุ่มนั้นจะใหญ่หรือเล็ก
 เพราะฉะนั้น เมื่อมนุษย์นำเอาชีวิตมนุษย์ด้วยกันเองมาจัดการเพื่อหวังให้มีผลเป็นทาสรับใช้ ไม่ว่าจะมีมากมีน้อยสำหรับผู้ที่มีความฉลาดและมีความเฉลียวใจเป็นบุญกุศล ก็ไม่ควรที่จะนำเอาความเห็นแก่ตัวของตนเข้าไปใช้ ไม่เช่นนั้นแล้วโลกใบนี้ก็คงต้องมีมนุษย์ที่ฆ่าฟันกันเอง แม้แต่คนชาติเดียวกันก็ยังกระทำได้ลงคอโดยไม่เกรงบาปบุญคุณโทษ

        ๒๐ เมษายน ๒๕๕๒
   ระพี  สาคริก

ใส่ความเห็น