การศึกษาเป็นสิ่งช่วยให้ชีวิตคนมีคุณภาพจริงหรือ ?
เมื่อพูดถึงคำว่า “การศึกษา หลายคนก็มักจะนึกถึงภาพของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยรวมทั้งครูผู้สอน ความจริงแล้วคำว่าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยนั้น มันเป็นเครื่องมือสำหรับนำมาใช้ในการจัดการศึกษามากกว่า” ส่วนครูถ้าเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งและเป็นคนมีสติสัมปชัญญะทำให้เกิดปัญญาแตกฉาน ก็ย่อมรู้ว่า ครูก็คือชีวิตคนที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาให้เป็นคนสอนหนังสือในสถาบันการศึกษา
รวมความแล้วภายในระบบการจัดการศึกษานั้นถ้ารู้เท่าทันถึงความจริงก็ควรจะรู้ว่าโรงเรียนก็ดีมหาวิทยาลัยก็ดี ครูก็ดีล้วนเป็นเครื่องมือสำหรับจัดการศึกษา หรืออาจกล่าวว่าถ้าเป็นคนก็ควรจะถูกอุปโลกน์ขึ้นมาให้เป็นตัวละครในการแสดงละครเรื่องต่างๆ
ส่วนจะเป็นละครเรื่องอะไรก็ควรจะมีบทบาทหรือหลักสูตรที่ถูกคนผู้มีกิเลสเรียบเรียงเอาไว้ให้แสดงเป็นตัวละครในศาสตร์สาขาต่างๆ ดังจะเห็นได้ว่าแต่ก่อนนั้นเรื่องราวที่นำมาแสดงนั้น มันก็มีไม่เท่าไร
ฉันว่าตัวเองโชคดีที่เข้าไปนั่งอยู่ในกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของทบวงมหาวิทยาลัยทำให้รู้สึกได้ถึงความจริงว่าสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง มีแต่การขออนุมัติเปิดคณะวิชาใหม่ เปิดหลักสูตรใหม่ หรือเปิดสาขาวิชาใหม่ ซึ่งฉันรวบรวมสตินำเรื่องเหล่านี้มาพิจารณาแล้วเห็นว่ามันก็คล้ายกับการเขียนบทละครเรื่องใหม่นั่นแหละ
การที่นำเอาชีวิตคนมาเป็นเครื่องมือในการจัดการเพื่อให้เป็นไปตามกิเลสที่มนุษย์ต้องการจะผลิต มันก็เหมือนกับการใช้คนเป็นเครื่องมือผลิตอาหารที่คนในสังคมต้องการจะบริโภค
ดังนั้นถ้าฉันจะเขียนข้อความบนพื้นฐานสิ่งเหล่านี้ลงไปให้เธอทั้งหลายเข้าใจก็อาจกล่าวว่า
การศึกษา ?
ระวัง ! อย่าดูถูกคนที่ไม่ได้ผ่านการจัดการศึกษาว่าเขาไม่มีความรู้
แท้จริงแล้วมีสัจธรรมอีกบทหนึ่งซึ่งชี้เอาไว้ว่า ความรู้ย่อมเรียนทันกันหมด จากสาเหตุดังกล่าวทำให้ฉันนำเรื่องที่ได้เขียนไว้แล้วในอดีต มากล่าวต่อไปอีกว่า
คนที่ชีวิตผ่านการจัดการศึกษานั่นแหละถ้าขาดจิตวิญญาณที่เข้มแข็งจริง อาจเดินเข้าไปให้กิเลสของคนที่อยู่ในระบบการจัดการมันบริโภคจิตวิญญาณเป็นอาหารเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ความจริงแล้วชีวิตมนุษย์ทุกคน ธรรมชาติได้มอบความรอบรู้มาให้ภายในจิตวิญญาณตนเองอย่างเสมอเหมือนกันหมด
ดังนั้นกิเลสของมนุษย์ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าไปมีบทบาทอยู่ในการจัดการนั่นแหละน่าจะมีโอกาสถ่ายทอดเอาเงื่อนไขซึ่งคนผู้ที่เข้าไปจัดการนำเข้าไปผสมผสานอยู่ในวิถีการเปลี่ยนแปลงของชีวิตคนที่มุ่งไปสู่ “ความเจริญทางวัตถุ” ที่รวมเอากิเลสและอีโก้ของมนุษย์ซึ่งถูกอุปโลกน์ให้เข้ามาเป็นครูสอนหนังสือในสถาบันการศึกษาที่เป็นเพียง “สิ่งสมมติ”
นี่แหละที่ควรถือเป็นสัจธรรมของสังคม ในเมื่อคนต้องการผลิตมนุษย์ออกมาให้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสนองความต้องการอย่างถึงเป้าหมาย
สิ่งที่ฉันกล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้มันไม่ใช่เรื่องของคนคิดแบบบ้าบอคอแตก แต่มันเป็นเรื่องของคนที่รู้เท่าทันชีวิตมนุษย์ที่เกิดมาก่อน ซึ่งมีกิเลสหนามากยิ่งขึ้นทุกขณะ ถ้าคนในสังคมขาดการณ์รู้เท่าทันต่ออิทธิพลของผู้ที่เกิดมาก่อนซึ่งต้องการประโยชน์เพื่อตนเอง แม้จะอ้างว่าเพื่อสังคม แต่โดยสัจธรรมแล้วคนเหล่านี้เป็นธรรมชาติที่ไม่อาจห้ามจิตใจหรืออาจกล่าวว่า “ไม่อาจสร้างอิทธิพลเหนือกิเลสของตัวเองได้”
ดังนั้นการศึกษาทางเลือกก็คือ การให้โอกาสชีวิตคนในสังคมได้มีโอกาสพัฒนาตนเองเพื่อให้มีรากฐานจิตใจที่เข้มแข็ง แม้จะตกเข้าไปอยู่ในอิทธิพลของกิเลสเพื่อนมนุษย์ภายในระบบการจัดการก็ตาม แต่คนเหล่านี้ก็ควรจะยืนอยู่ได้อย่างสง่างามโดยไม่ตกเป็นทาสเงื่อนไขของกระแสการจัดการแต่ควรจะมีความเข้มแข็งในการต่อสู้กับกระแสดังกล่าวเพื่อให้สิ่งซึ่งธรรมชาติได้มอบมาให้สามารถดำรงอยู่ได้รวมทั้งมีโอกาสที่จะเจริญเติบโตขึ้นมาจากพื้นฐานดังกล่าวได้อย่างอิสระ อันเป็นสิ่งนำมาซึ่งความภูมิใจของตนเอง ไม่ว่าใครจะเห็นความคิดนี้แล้วคิดว่าเป็นอุตริชน ตัวเองก็มีควรจะมีปมด้อยที่จะยืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างามท่ามกลางสังคมที่คิดแบบนำตัวและใจเข้าไปเป็นทาสคนอื่น
25 กุมภาพันธ์ 2552
เมื่อพูดถึงการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการศึกษาหรือจัดการอะไรก็แล้วแต่แม้กระทั่งการจัดการเรื่องคน มันก็เท่ากับนำคนมาผลิตให้เป็นเครื่องมือซึ่งมนุษย์ต้องการจะให้เป็นอะไรก็ได้ตามแต่กิเลสของฝ่ายจัดการจะต้องการให้เป็น
ดังนั้นถ้าฉันจะพูดว่า การศึกษา ? แท้จริงแล้วถ้าเรานำข้อความดังกล่าวมาดูถูกชีวิตคนที่ไม่ได้ผ่านการจัดการว่าเขาไม่มีการศึกษา ความคิดดังกล่าวมันทำให้หลายคนที่เข้าใจถึงความจริงคงรู้สึกเป็นห่วง
อันที่จริงแล้ว ถ้าคนที่มีชีวิตผ่านการจัดการศึกษามาแล้ว ซึ่งคนเหล่านี้นั่นแหละถ้าไม่จิตวิญญาณที่เข้มแข็งพอ อาจถูกกิเลสที่มันแฝงอยู่ในจิตใจของคนที่เป็นฝ่ายจัดการจนกระทั่งทำให้ชีวิตคนซึ่งควรจะมีรากฐานอิสระ
ระพี สาคริก

